รอยแผลเป็น ไม่ว่าจะเป็นรอยจุดเล็กๆ อย่างรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว หรือรอยแผลใหญ่ที่เกิดจากอุบัติเหตุ แม้แต่การศัลยกรรมความงาม ล้วนสร้างความกังวลใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นในบริเวณที่สามารถมองเห็นได้ชัด อย่างเช่น ใบหน้า ยิ่งต้องมองหาวิธีรักษาให้แผลจางหายโดยเร็วที่สุด เพื่อความมั่นใจทั้งในการสวมใส่เสื้อผ้าและการพบปะผู้คนในสังคม แต่อย่างไรก็ตาม เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า รอยแผลเป็นแต่ละประเภทมีวิธีการรักษาแบบใด จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี หายเร็ว และผิวเรียบเนียน
นพ.นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเลเซอร์ ด็อกเตอร์ แททออฟ คลินิก ได้อธิบายถึงการรักษารอยแผลเป็นแต่ละชนิดว่า “สำหรับรอยแผลเป็น สามารถแบ่งลักษณะออกได้เป็น 5 กลุ่มได้แก่ รอยแผลเป็นทั่วไป รอยแผลเป็นชนิดนี้จะมีสีแดงหรือสีคล้ำ และจะนูนขึ้นในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ มีสีอ่อน เรียบเนียน และจางลง จนกลายเป็นแผลเป็นที่ไม่เด่นชัด ซึ่งการรักษาแผลลักษณะนี้ สามารถใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาที่เป็นซิลิโคนเจล หรือยาที่มีวิตามินอี หรือวิตามินเอ เป็นส่วนประกอบ ทาเพื่อลดรอยแผลเป็นให้จางลงได้ในระยะแรกที่เริ่มเป็นแผลไม่นาน

กลุ่มต่อมาเป็นกลุ่มรอยแผลเป็นหลุมยุบ (Atrophic Scars) รอยแผลเป็นชนิดนี้เกิดจากการสูญเสียชั้นไขมันใต้ผิวหนังระหว่างการบาดเจ็บ ส่วนใหญ่มักเกิดภายหลังการเป็นสิว หรืออีสุกอีใส อีกกลุ่มรอยแผลเป็นที่พบเยอะในคนไทยคือ รอยแผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic Scars) โดยรอยแผลเป็นนี้ จะมีลักษณะนูนขึ้นมาจากระดับพื้นผิวหนังปกติ แต่อยู่ในขอบเขตของแผลเดิม ซึ่งสาเหตุมาจากปฏิกิริยาร่างกายที่มีปริมาณของคอลลาเจนที่ถูกผลิตออกมามากเกินไป

แตกต่างจากรอยแผลเป็นยกนูนขึ้นมา (Keloid Scars) ซึ่งเรามักจะคุ้นเคยกันในชื่อ “คีลอยด์” ลักษณะของแผลเป็นชนิดนี้ นอกจากจะยกนูนขึ้นมาแล้ว ยังมีการกระจายออกนอกขอบเขตของบริเวณแผล เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้รักษาให้ยุบหายก็ยังคงมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก
สำหรับการรักษารอยแผลเป็นในกลุ่มที่มีลักษณะเป็นหลุมยุบและนูนเกิน สามารถรักษาได้ด้วยการใช้เลเซอร์ PicoWay Resolve เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่มีพลังงานความเร็วสูงสุดในระดับ Picosecond หรือระดับความถี่ 1 ต่อล้านล้านครั้งต่อวินาทีช่วยในการรักษา ซึ่งแตกต่างจากเลเซอร์รุ่นเก่า คือ ไม่ทำให้เกิดรอยไหม้ สีผิวไม่ด่าง ใช้จำนวนครั้งในการรักษาน้อยลงกว่าเทคโนโลยีเดิม

การทำงานของเลเซอร์นี้ จะปล่อยพลังงานลงไปชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อฟื้นฟูซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณรอยแผลเป็นให้เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ส่งผลให้แผลเป็นนูนยุบลงเรียบเสมอผิวขึ้น และเติมเต็มแผลเป็นหลุมให้เรียบเนียนขึ้น อีกทั้ง ช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวทำให้เกิดเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมา ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ แต่ในบางรายที่มีรอยแผลเป็นนูนมากๆ ในกลุ่มรอยแผลเป็นคีลอยด์อาจจะต้องฉีดยา เพื่อลดรอยนูน และใช้เลเซอร์ในกลุ่มลดรอยแดงร่วมด้วย เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา ไม่กลับมาเป็นซ้ำ


รอยแผลเป็นกลุ่มสุดท้ายคือ รอยแผลเป็นหดรั้ง (Contracture Scars) เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังบริเวณกว้างได้รับความเสียหาย เกิดการบีบรัด และดึงรั้งของผิวหนังเข้าหากัน ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นตึง ผิดรูป ทำให้เกิดรอยแผลเป็น เช่น แผลเป็นเกิดจากไฟไหม้ หรือถูกสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งเมื่อขนาดผิวหนังหดลดลงอาจส่งผลทำให้ข้อต่อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ในบริเวณนั้นขยับไม่ได้ ทำให้การเคลื่อนไหวลดลง และอาจลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อปลายประสาท
การรักษาแผลเป็นหดรั้งนี้ สามารถทำได้หลายรูปแบบ ในกรณีที่เกิดการหดรั้งไม่มาก สามารถใช้เลเซอร์รักษาได้เช่นเดียวกับการรักษารอยแผลเป็นนูน หรือรอยแผลเป็นคีลอยด์ แต่หากผิวหนังได้รับความเสียหายมากลงลึกสู่ชั้นกล้ามเนื้อ แพทย์อาจจะพิจารณาการรักษาด้วยเลเซอร์ร่วมกับการผ่าตัดศัลยกรรม เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีในการรักษา”
ดังนั้น การรักษารอยแผลเป็นในแต่ละประเภทจะมีวิธีการรักษาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล ซึ่งก่อนทำการรักษาควรศึกษาหาข้อมูล และข้อคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในการรักษา หรือสนใจเข้ารับคำปรึกษาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 099-614-2424 หรือติดต่อทางช่องทางออนไลน์ : @dr.tattof เฟซบุ๊ก : Dr.TATTOF หรือเว็บไซต์ www.drtattof.com ได้ตลอด 24 ชั่วโมง