ในขณะที่โควิด-19 ยังอยู่กับเรา มาร่วม 3 ปี และหลายคนสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตร่วมไปกับการแพร่ระบาดในปัจจุบันได้ แต่ก็ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือตอบสนองต่อวัคซีนได้ไม่เพียงพอ เช่น ผู้สูงอายุ วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหาดังกล่าว นั่นก็คือ LAAB (Long-acting Antibody) หรือ ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ซึ่งเป็นแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาวแบบผสม ที่ใช้สำหรับการป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทย โดยเป็นการฉีดเข้าสู่ร่างกายบริเวณกล้ามเนื้อสะโพก และสามารถออกฤทธิ์ได้เลยภายใน 6 ชั่วโมง ดังนั้น LAAB จึงเป็นตัวช่วยสำหรับเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ
‘LAAB’ ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปใช้ป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยแล้วว่า LAAB คืออะไร และแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 อย่างไร หากเปรียบให้เข้าใจง่ายก็คือ วัคซีน เป็นสารที่นำเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ สำหรับวัคซีนโควิด-19 คือ การฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณแขน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานโรคหรือแอนติบอดี โดยร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์
LAAB (Long-acting Antibody) หรือ ภูมิคุ้มกันโควิดแบบสำเร็จรูป ซึ่งเป็นยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาวแบบผสม โดยเป็นการฉีดแอนติบอดีเข้าไปในร่างกายที่สะโพกทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่เสริมภูมิคุ้มกันได้เลย โดยออกฤทธิ์ใน 6 ชั่วโมง จึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยงที่ตอบสนองต่อวัคซีนได้น้อยกว่าคนทั่วไป หรือไม่ตอบสนองต่อวัคซีน
จากการศึกษาวิจัย พบว่า LAAB มีผลข้างเคียงที่ยอมรับได้และไม่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง ส่วนมากมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางและสามารถหายได้เอง โดยอาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 1-2
เสริมภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มเสี่ยง

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า LAAB คือ ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ที่ร่างกายสามารถใช้ได้เลยทันที จึงมีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีการตอบสนองต่อวัคซีนโควิด-19 ได้ไม่ดี ถึงแม้ได้รับเข็มกระตุ้นแล้วก็ตาม รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้ เช่น มีการแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง
ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแนวทางใช้ LAAB เพื่อการป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อโควิด-19ในกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย / ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ / ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดหรือมะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ / ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิ / ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ / ผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป หรือผู้ที่มีกลุ่มโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ทั้งที่เคยได้และไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 มาก่อน
ซึ่งตามคำแนะนำขององค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า สามารถฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้หลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามการป้องกันพื้นฐานยังคงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญในการอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ การใส่หน้ากาก การเว้นระยะห่าง ไม่ไปในที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดี หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโควิด-19 และตรวจโดยเร็วเมื่อสงสัยว่าเป็นโควิด-19

ทั้งนี้ วัคซีนโควิด-19 ยังคงมีประสิทธิผลดีที่สุดในการป้องกันโควิด-19 โดยเฉพาะอาการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต แต่สำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง และผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย เป็นต้นที่ยังไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้อย่างคนทั่วไป
เพราะแม้ว่าประชากรกลุ่มนี้จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้วแต่ร่างกายอาจตอบสนองต่อวัคซีนได้ไม่เพียงพอ กล่าวคือสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เองระดับหนึ่ง แต่เป็นระดับที่ไม่เพียงพอต่อการป้องกันโรคหรือมีปัญหาภูมิคุ้มกันตกเร็ว อันเนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อและเสี่ยงจากอาการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต มากกว่าที่หลายคนคาดคิด LAAB จึงทำหน้าที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มคนเหล่านี้

แนวทางการใช้ LAAB ในประเทศไทย สำหรับฉีด ‘ป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (ฉบับปรับปรุง มีนาคม 2566)
สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายรับยา LAAB ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข สามารถแจ้งกับแพทย์เจ้าของไข้ ณ โรงพยาบาลต้นสังกัดเพื่อให้แพทย์เจ้าของไข้ได้ประเมิน และดำเนินการแจ้งความจำนงขอเข้ารับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ในลำดับต่อไป
ท่านที่สนใจประเมินความพร้อมด้านภูมิคุ้มกันและค้นหาข้อมูลเบื้องต้น สามารถทำแบบประเมินได้ http://bit.ly/3Tt3I5C และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/3lrCKyO ทั้งนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวร่วมด้วย