ผู้จัดการ กสศ. ยืนยันมติ ครม. เห็นชอบแผนการใช้เงิน กสศ. ปีงบฯ 2567 วงเงิน 7.094 พันล้านบาท พร้อมเดินหน้าปรับอัตราเงินอุดหนุนทุนเสมอภาค ช่วยนักเรียนยากจนพิเศษ จาก 3,000 คน เป็น 4,200 บาท/คน/ปี แบบขั้นบันได จนถึงปีการศึกษา 2569

จากกรณีที่มีการรายงานข่าวเรื่องมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติให้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กลับไปทบทวนข้อเสนอการของบประมาณประจำปี 2567 วงเงิน 7,094.97 ล้านบาทใหม่ โดยแจงสาเหตุว่าภารกิจอาจซ้ำซ้อนกับกระทรวงศึกษาธิการ นั้น ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ระบุถึงกรณีนี้ ว่า กสศ. ได้รับเอกสารยืนยัน มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนการใช้เงินของ กสศ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 7,094.97 ล้านบาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ซึ่งเป็นไปตามปฏิทินงบฯ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (ฉบับปรับปรุง) โดยกำหนดให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การจัดทำงบประมาณและนโยบายของรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่การเสนอทบทวนเนื่องจากถูกตีกลับแต่อย่างใด โดยแผนการใช้งบฯ ที่ ครม. เห็นชอบ ประกอบไปด้วย 9 แผนงาน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเด็ก เยาวชน และประชากรวัยแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 และแผนกลยุทธ์ กสศ. 2565-2567 ที่คณะกรรมการบริหาร กสศ. เสนอต่อ ครม. พิจารณาตามลำดับขั้นตอนและปฏิทินการจัดทำงบฯ 2567

ผู้จัดการ กสศ. กล่าวอีกว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนทุนเสมอภาค ให้เป็นไปตามมติ ครม. 14 มีนาคม 2566 เห็นชอบหลักการการปรับอัตราเงินอุดหนุนทุนเสมอภาค ที่เป็นการจัดสรรให้นักเรียนยากจนพิเศษ 6 สังกัด คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จากอัตรา 3,000 บาทต่อคนต่อปี ปรับเป็น 4,200 บาทต่อคนต่อปี

สำหรับแผนการปรับอัตราเงินอุดหนุนนี้ เป็นการปรับเพิ่มในลักษณะขั้นบันไดต่อเนื่อง 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 จนเต็มตามอัตราการศึกษา 2569 ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยจุดเน้นของการปรับอัตรา คือ ส่วนรายการค่าอาหารเช้า ที่ปัจจุบันไม่มีการจัดสรรเงินอุดหนุนในรายการนี้ผ่านหน่วยงานอื่น

ผลสำรวจของ กสศ. พบว่านักเรียนกลุ่มนี้มากกว่า 90% ไม่ได้รับประทานอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน ส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาที่สมวัย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอายุ 3-14 ปี ที่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเจริญเติบโต ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปตลอดชีวิต อีกทั้งยังมีผลวิจัยระดับนานาชาติที่ชี้ตรงกันถึงกรณีการสนับสนุนอาหารเช้าแก่นักเรียนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการทางการเรียนรู้ จนถึงสามารถลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาได้

“ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวและยั่งยืน โดยเฉพาะการผลักดันให้เด็กและเยาวชน รวมถึงประชากรแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และขาดโอกาส ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั้งยังเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ตามความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้สามารถพาตนเองและครอบครัวหลุดออกจากกับดักความยากจนข้ามรุ่นได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นกำลังสำคัญของการนำพาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางอีกด้วย

ดร.ไกรยส เน้นย้ำอีกว่า กสศ. ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกระบบการศึกษา หน่วยงานภาคีเครือข่ายอื่นๆ รวมถึงจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อจัดทำแผนการใช้เงินปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เป็นการป้องกันการดำเนินการที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานต่างๆ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

หนึ่งในข้อสรุปสำคัญจากเวที คือ กุญแจสู่การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยั่งยืน ผ่านการผนึกกำลังการทำงานและทรัพยากรจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเด็กและเยาวชนเป็นตัวตั้ง ซึ่งเป็นการทำงานลักษณะของการหนุนเสริม เพราะการแก้ไขความเหลื่อมล้ำในเด็ก 1 คน ครูและสถาบันการศึกษา จำเป็นต้องมีทรัพยากร ความรู้ และประสบการณ์จากหลายหน่วยงานรวมกัน เพื่อเข้ามาจัดการกับสาเหตุของปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ครบทุกมิติ อาทิ มิติสุขภาพ ครอบครัว สังคม และมิติความซับซ้อน เป็นต้น

กสศ. ขอน้อมรับคำแนะนำและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาปรับปรุงให้การทำงานของ กสศ. และหน่วยงานภาคีดียิ่งขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567” ผู้จัดการ กสศ. กล่าวปิดท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน