สสส. สานพลังเครือข่าย คิกออฟ ‘ชุมชนท้องถิ่นปลอดบุหรี่’ สกัดนักสูบหน้าใหม่ สร้างสังคมลด ละ เลิก ‘มัจจุราชควัน’

แม้อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยมีแนวโน้มลดลงมาบ้าง ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน แต่กลับพบมัจจุราชควันชนิดใหม่ในร่างของบุหรี่ไฟฟ้ากำลังเริ่มระบาดหนักในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงผู้หญิงก็นิยมสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ความพยายามที่จะทำให้คนไทยลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ ภายใต้การนำของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จึงต้องสานพลังกับเครือข่ายอย่างเข้มแข็งและขยายวงกว้างมากขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2534-2564 พบว่ากลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป มีอัตราการสูบบุหรี่ในเขตเทศบาลมากถึง 15.6% และนอกเขตเทศบาล 19% ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเข้ามามีบทบาทดำเนินงานควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

จึงเป็นอีกก้าวของความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง สสส. มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ 1,794 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยการ Kick Off ชุมชนท้องถิ่นปลอดบุหรี่ ‘รวมพลคนสร้างสุข’ พร้อมทั้งเชิญผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่ายฯ 136 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ อีกทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องท่านอื่นๆ มาร่วมกันประชุม เพื่อรับฟังนโยบาย ทิศทางการดำเนินงาน และตัวอย่างการทำงานของนักบริหารท้องถิ่น เจ้าของโมเดลเมืองปลอดบุหรี่ จัดขึ้น ณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567

เริ่มจากปาฐกถาพิเศษโดย ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ถึงปัญหาและพิษภัยของการสูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่าผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้นทำให้เป็นปอดอักเสบ เส้นเลือดอักเสบ ผลระยะยาวยังไม่เป็นที่แน่ชัดเพราะเพิ่งมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียง 10 ปีเศษ แต่แนวโน้มที่ชัดเจนคือผลกระทบต่อปอดกับหัวใจเช่นเดียวกับบุหรี่ และโอกาสในการเป็นมะเร็ง เพราะมีสารก่อมะเร็งในไอบุหรี่ไฟฟ้า

“เด็กที่ติดบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะติดไปตลอดชีวิต เพราะบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ติดนิโคตินหนักกว่าบุหรี่ธรรมดา และยิ่งเริ่มติดนิโคตินตั้งแต่อายุน้อย ความเสี่ยงที่จะทำให้ใช้และติดยาเสพติดจะยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะนิโคตินทำให้สมองมีความพร้อมที่จะรับยาเสพติดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกัญชา ยาบ้า โคเคน ฯลฯ ต้องยอมรับกันว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายต่อเด็กมาก”

เมื่อดูผลสำรวจการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบในเยาวชนไทยปี 2565 พบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็ก และเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นก้าวกระโดดจาก 3.3% ในปี 2558 เป็น 17.6% ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 5.3 เท่า เปรียบได้ว่าการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็ก และเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่กำลังจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่

นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ กรรมการกองทุน สสส. และกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 ย้ำถึงบทบาทสำคัญของท้องถิ่นที่จะเป็นพลังต้านการสูบบุหรี่ในประเทศไทยว่า จากการรรณงค์ที่ทำให้คนงดสูบบุหรี่ ทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า สสส.ได้ดำเนินการไปแล้วหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นในมาตรการของภาครัฐ มีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ จนทำให้ลดอัตราการสูบบุหรี่ จาก 30 % เหลือ 17.6% แต่กลับเจอความท้าทายใหม่ ในเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการสูบมากขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน

“ดังนั้น ส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การทำงานคือพื้นที่ในโรงเรียน ชุมชน และสถานประกอบการต่างๆ เพราะหากจะทำงานเชิงลึกและขยายวงกว้าง จะต้องขับเคลื่อนบนพื้นที่จริง โดย สสส. ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนงานตำบลสุขภาวะในประเด็นการควบคุมการบริโภคยาสูบตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสะสม 1,794 แห่งทั่วประเทศ มีแผนสุขภาวะชุมชนที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นกับการควบคุมการบริโภคยาสูบ ใน 7 แนวทาง”

นพ.พิศิษฐ์ ขยายความแผนสุขภาวะชุมชนฯ ประกอบไปด้วย การรณรงค์ทุกระดับ สร้างบุคคลต้นแบบจากผู้ที่ไม่สูบหรือเลิกสูบแล้ว และสร้างอาสาสมัคร,จัดสภาพแวดล้อม เช่น ร้านค้าปลอดบุหรี่ สร้างเครือข่ายสถานบริการปลอดบุหรี่, กำหนดกติกาหรือมาตรการทางสังคม, สร้างมาตรการขององค์กร กลุ่มทางสังคม หน่วยงาน เช่น อปท.ปลอดบุหรี่, บังคับใช้กฎหมายการควบคุมยาสูบ, เสริมทักษะบุคคลครอบครัว พัฒนาหลักสูตร ศูนย์ฝึกอาชีพ ให้ห่างไกลจากบุหรี่, จัดตั้งศูนย์บำบัด และฟื้นฟูในโรงพยาบาลชุมชน รพสต. พัฒนาหมอพื้นบ้าน อสม. กลุ่มสมุนไพร เป็นต้น

“จากพื้นที่ต้นแบบที่มีหลักสิบ จะขยายไปเป็นหลักร้อยและหลักพัน หากขยายพื้นที่ต้นแบบจนครอบคลุมทั่วประเทศ จะส่งผลให้เกิดพลังในการทำงานมากขึ้น มีการจัดการบุหรี่อย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การลดอัตราการสูบบุหรี่ในระดับพื้นที่ในอนาคต”

ในวันนั้นยังมีนักบริหารท้องถิ่นคนรุ่นใหม่ ภาคิน ติระพงศ์ไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม กับ นัฏฐิยา โยมไธสง ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองมหาสารคาม มาร่วมพูดคุย ในฐานะของ ‘โมเดลเมืองปลอดบุหรี่’

นายกเล็กเมืองมหาสารคามเล่าว่า บริบทของเมืองคือการเป็นเมืองตักสิลา หรือเมืองแห่งการศึกษา เพราะมีสถาบันการศึกษากว่า 21 แห่ง นักเรียนนักศึกษากว่า 40,000 คน ทำให้ต้องมีการขับเคลื่อนเรื่องบุหรี่อย่างจริงจัง โดยเริ่มดำเนินการโครงการปลอดบุหรี่ตั้งแต่ปี 2557 จุดเด่นในการทำงานมาจากเครือข่ายที่มีจำนวนมาก ทำงานทุกรูปแบบ ทุกมิติ ทั้งพื้นที่สาธารณะ ส่วนราชการ ขนส่ง รวมถึงโรงเรียนเทศบาลทั้ง 7 แห่ง

“สสส.ได้สนับสนุนองค์ความรู้ และแนวทางการทำงานชุมชนปลอดบุหรี่ โดยเทศบาลเมืองมหาสารคามได้ดำเนินงานชุมชนปลอดบุหรี่ 5 มาตรการ ได้แก่ นโยบายในการควบคุมบริโภคยาสูบ, จัดสถานที่เขตปลอดบุหรี่ ติดสัญลักษณ์พื้นที่ห้ามสูบ เฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจ เตือน, จัดกิจกรรมให้ความรู้และรณรงค์, จัดทำแผนการดำเนินงาน กำหนดบทบาทการทำงาน และผู้รับผิดชอบ, สนับสนุนให้เกิดการเลิกบุหรี่ เกิดระบบส่งต่อไปยังสถานบริการฟื้นฟู หรือคลินิกปลอดบุหรี่”

จากมาตรการทั้งหมดทำให้เมืองมหาสารคามมีบุคคลต้นแบบกว่า 60 คน บ้านปลอดบุหรี่ 2,307 หลัง ชุมชนต้นแบบ 4 ชุมชน ร้านค้าปลอดบุหรี่ 305 ร้าน มีตาสับปะรด คอยสอดส่องดูแล 775 คน มี อสม. และ อพปร. ที่คอยเฝ้าระวัง ป้องกันปัญหาบุหรี่ และยาสูบอื่นๆ กว่า 850 คน

“แต่สิ่งที่กำลังเป็นความท้าทายในวันนี้จนต้องหยิบยกเป็นวาระสำคัญก็คือบุหรี่ไฟฟ้า เพราะพบแล้วว่ามีเด็กประถมสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในอดีตเรามีครอบครัวปลอดบุหรี่ แต่ในอนาคตจะเป็นครอบครัวปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้เป็นจุดสร้างภูมิคุ้มกันต้นแบบที่สำคัญ ส่วนหนึ่งของการทำงานอาจนำร่องเรื่องพื้นที่หอพักปลอดบุหรี่และปลอดบุหรี่ไฟฟ้าเพราะมีหอพักหลายร้อยแห่ง จะเก็บสถิติว่าครอบครัวหรือหอพักใดเข้าสู่ระบบการปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า และจะทำงานเชิงรุกร่วมกับ อสม. อปร. และ มรภ.ซึ่งมีทั้งหมด 9 คณะที่เข้าร่วมรณรงค์ เพราะหากไม่เริ่มทำอย่างจริงจังในวันนี้ อีก 3 ปีหรือ 5 ปี ลูกหลานเราที่อยู่ในชุมชนอาจถือพอตกันทุกคน”

กิจกรรม Kick Off ชุมชนท้องถิ่นปลอดบุหรี่ เป็นจุดเริ่มต้นของการสานพลังเครือข่ายเพื่อร่วมกันสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ เป็นสังคมลด ละ เลิกบุหรี่ ลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในระดับชุมชน ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีสุขภาพดี ห่างไกลจากบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน