ปัจจุบัน ‘ประเทศไทย’ เผชิญกับสถานการณ์เร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกเดือด อุตสาหกรรมปล่อยมลพิษทางอากาศ ความปลอดภัยทางอาหาร รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้สินครัวเรือน การว่างงาน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อชุมชนท้องถิ่น โดยแต่ละพื้นที่มีความ ซับซ้อน ดังนั้น การแก้ปัญหาของแต่ละชุมชนจึงแตกต่างกันไปสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ในฐานะองค์กรเพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ ผ่านการแก้ไขปัญหาชุมชน-ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุครบวงจร ส่งเสริม

สุขภาพจิตและดูแลผู้ป่วยจิตเวช แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน รับมือภัยพิบัติ ท้องถิ่นปลอดบุหรี่ รวมถึง เวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ในปี 2554 โดยมีการรวมตัวร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมประกาศปฏิญญาเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

ครั้งนี้ สสส. ผนึกกำลัง ภาคีเครือข่าย 5,725 คน จากเครือข่าย 530 แห่งทั่วไทย จัดเวที ‘สานพลัง สร้างนวัตกรรม สู่สุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืนปี 2567’ นับเป็นปีที่ 13 ในวาระชุมชนท้องถิ่นร่วมแก้ปัญหาประเทศ มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ร่วมแก้ไขปัญหาจากชุมชนสู่ระดับประเทศ ขับเคลื่อนผู้นำชุมชน – ผลักดันนโยบายครอบคลุม สู่ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการ คนที่ 2 สสส. เป็นประธานในพิธีเปิด และร่วมปาฐกถาพิเศษ ว่า ปัจจุบันสังคมไทยต้องเผชิญปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความยากจนกระจัดกระจาย เศรษฐกิจไม่เติบโต รวมถึงปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่ลำดับต้นๆ ของโลก จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามที่กล่าวมา ส่งผลให้ประชาชนมีหนี้สินครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากครอบครัวที่มีผู้สูงวัยป่วยติดเตียง กระทบต่อเวลาและค่าใช้จ่าย นำไปสู่การสร้างความจนเพิ่มขึ้นด้วยเหตุนี้ สสส. และเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดยการสนับสนุนของแผนสุขภาวะชุมชน ของ สสส. ร่วมกับ 10 หน่วยงาน ร่วมกันจัดเวที ‘สานพลัง สร้างนวัตกรรม สู่สุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืน ปี 2567’ มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะชุมชน ออกแบบกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงกัน

 

สู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ พร้อมขยายผลการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพตามทิศทาง ร่วมกับเป้าหมายระยะ 10 ปี ของ สสส. ที่คำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากจุดแข็งของท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับประชาชนในท้องถิ่นและพื้นที่ชุมชน ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็งสามารถแก้ไขปัญหา สร้างภูมิคุ้มกันระดับครัวเรือนได้ ผนวกกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่ต้องการความสมดุล ดังนั้นโจทย์หลักคือการอาศัยทุนทางสังคมเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจโดยอาศัยความร่วมมือของท้องถิ่นเพื่อควบคุมปัจจัยเหล่านั้น”นพ.สุรเชษฐ์ เผยอีกว่า ปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ประกอบด้วย ผู้นำชุมชนท้องถิ่นมีทักษะ – ความสามารถในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น รวมถึงกลไก

ขับเคลื่อนที่สร้างการมีส่วนร่วมของทุนทางสังคม การสรุปบทเรียน การสร้างการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของตนเอง ร่วมกับนโยบายสาธารณะ มาตรการทางสังคมโดยชุมชนท้องถิ่นระบบข้อมูลและเครื่องมือทางวิชาการ ระบบบริการสาธารณะ นำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและมีคุณภาพจากที่กล่าวมา นับว่าเวทีนี้เป็นพลังสำคัญในการใช้ทุนทางสังคม เสริมศักยภาพของท้องถิ่นร่วมแก้ปัญหาของชุมชน ตั้งแต่ระดับพื้นที่สู่ระดับประเทศ รวมถึงการแสดงศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น มุ่งใช้

ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานในการจัดการกับสุขภาวะชุมชน การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนชุมชน และคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน เกิดเป็นชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการร่วมกันแก้ปัญหาระดับประเทศเรื่องสุขภาพมีส่วนสำคัญเพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจชุมชน

เข้มแข็ง ถึงแม้ท้องถิ่นจะมีเจตจำนงการกระจายอำนาจชัดเจน ทว่ายังคงไปไม่ถึงหมุดหมายที่วาดหวังไว้ แต่ด้วยภาคีที่เข้มแข็ง พร้อมกับทัพหลักอย่าง สสส. สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เพราะทุกคนฟันฝ่าข้อจำกัด นำไปสู่การสร้างสังคมสุขภาวะยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” นพ.สุรเชษฐ์ เผยขณะที่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากการเผชิญในสมรภูมิสุขภาพทั้ง 3 ยุค เริ่มจากยุคที่ 1 โรคติดเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์ได้นำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

มาแก้ปัญหาสุขภาพ ผ่านการสร้างยาปฏิชีวนะและวัคซีน ต่อมายุคที่ 2 โรคจากพฤติกรรม ทั้งโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ เกิดจากจิตใจที่ไม่สามารถต้านทานความหวาน มัน เค็ม ทั้งนี้ การใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นจำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหายุคที่ 3 โรคจากสังคมป่วย (Social Pathology) มีสาเหตุจากสังคมกระตุ้นเร่งเร้าด้วยระบบทุนนิยม รวมถึงการตลาดที่เพิ่มการเข้าถึงของยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ฯลฯ ส่งผลให้เด็ก – เยาวชนสามารถเข้าถึงง่ายขึ้น ดังนั้น สังคมและท้องถิ่น

ต้องรวมพลังแก้ปัญหา โดยมีภาคราชการเป็นทัพนำ ภาคชุมชน – ท้องถิ่นเป็นทัพหนุนในสมรภูมิที่ยากและซับซ้อนต่อสุขภาพนพ.พงศ์เทพ กล่าวอีกว่า การจัดเวทีนี้มีเป้าหมายสำคัญในการสานพลังเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และภาคีสร้างเสริมสุขภาพ พร้อมหนุนชุมชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขยายผลแนวคิดผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจุดประกาย ชี้นำ สร้างแรงบันดาลใจ โดยมีเส้นทางการเรียนรู้เป็นต้นแบบให้ชุมชนใช้เป็นฐาน ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

การทำงาน รวมถึงมีการเแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลากหลายแง่มุม ทั้งสุขภาวะของผู้สูงอายุ สุขภาพจิต การแก้ปัญหาหนี้สินในครัวเรือน การจัดการระบบอาหาร การรับมือภัยพิบัติ ตลอดจนเสริมศักยภาพเด็กและเยาวชนการจัดเวทีสานพลัง สร้างนวัตกรรม สู่สุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืน ปี 2567 ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปฏิบัติการสุขภาพวะชุมชนสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของ สสส. พร้อมขยายผลแนวคิดแนวทางอันเป็นอัตลักษณ์ในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ โดยใช้พื้นที่เป็นฐานในการบูรณาการ สร้างความตระหนักรู้ต่อสถานการณ์สำคัญ อันนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ” นพ.พงศ์เทพ ทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน