เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของดีในท้องถิ่นด้วยไอเดียคนรุ่นใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเวที ‘Spark the Local 2024 by PTT ปั้นให้ปัง จุดพลังให้สินค้าชุมชน’ การประกวดพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ประเภทอาหารแปรรูป ภายใต้ธีม ‘ปรับปรุง แปลงโฉม ปั้นแบรนด์’ ชิงเงินรางวัลรวม 240,000 บาท พร้อมโอกาสในการร่วมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนร่วมกับ ปตท.

โจทย์อย่างแรกของงานนี้ก็คือต้องคิดหาแผนพัฒนาสินค้าและการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทอาหารแปรรูป ด้วยการปรับและปรุงคุณภาพและความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปท้องถิ่นให้ถูกใจถูกปากลูกค้ามากขึ้น จากนั้นจึงแปลงโฉมบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยชวนซื้อ เพิ่มมูลค่าในราคาเหมาะสม สุดท้ายจะต้องปั้นแบรนด์ให้ปังด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวที่บอกถึงอัตลักษณ์ชุมชน พร้อมกับความโดดเด่นของสินค้าชวนจดจำ

หลังจากเปิดรับสมัครตั้งแต่เดือนกรกฎาคม มีผู้สนใจส่งผลงานเข้ามาประกวดถึงกว่า 300 ผลงาน คณะกรรมการคัดเลือกผลงานผ่านเข้ารอบแรก 15 ทีมมานำเสนอในรอบออดิชั่นจนเหลือ 5 ทีมสุดท้าย ได้แก่ ทีม KOS, ทีมสาธุ, ทีม Samui Sigma, ทีมหมายจันทร์ และทีม NAGOYASH ได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาโครงการที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาสินค้าชุมชนและเป็นเมนเทอร์มาแล้วหลายโครงการ โดย ปตท. ได้มอบเงินสนับสนุนทีมละ 20,000 บาท เพื่อเป็นทุนในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าชุมชนต้นแบบมานำเสนอในรอบชิงชนะเลิศ
เวทีประชันไอเดีย ‘Spark the Local 2024 by PTT ปั้นให้ปัง จุดพลังให้สินค้าชุมชน’ เดินทางมาถึงรอบสุดท้ายซึ่งจัดขึ้นในงานร้านเด็ดแฟร์ 6 สยามสแควร์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 ทั้ง 5 ทีมได้ออกบูทโชว์เคสผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ผ่านการปรับปรุง แปลงโฉม และปั้นแบรนด์ พร้อมนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญและเป็นกูรูในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สุทธิพงษ์ สุริยะ กรรมการผู้จัดการ Food Stylist เจ้าของแนวคิด ‘นำ Local สู่ เลอค่า’, นิพนธ์ พิลา เกษตรดีไซเนอร์ เจ้าของวิสาหกิจชุมชนพิลาฟาร์มสตูดิโอ, มยุรา ปรารถนาเปลี่ยน ผู้จัดการแผนกออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สถาบันอาหาร, ศิริพร มัจฉิม หรือซ้อบรีม สะใภ้ไชน่า กูรูด้านการพัฒนาแบรนด์, และ วรุฒม์สุรางค์ ธรรมอารี ผู้จัดการฝ่ายกิจการเพื่อสังคม บมจ. ปตท. จำกัด

งานนี้แต่ละทีมพรีเซนต์กันอย่างสุดความสามารถ บ้างก็มีพร็อพประกอบเป็นของอัตลักษณ์ท้องถิ่นน่าภาคภูมิใจ ก่อนได้เวลาประกาศผลจากการลงคะแนนของคณะกรรมการทั้ง 5 ท่าน ตามเกณฑ์การตัดสินที่ครบทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ด้านการตลาด และด้านความยั่งยืน

สำหรับสุดยอดผลงานของปีนี้ ได้แก่ ทีม Samui Sigma คว้ารางวัลชนะเลิศ รับเงินรางวัล 100,000 บาท จากการนำผลิตภัณฑ์ไอศกรีมกะทิ จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์มะพร้าวสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาปรับปรุงเป็น ไอศกรีมกะทิระดับพรีเมียม แบรนด์ Creamui พร้อมเพิ่มรสชาติใหม่ด้วยเมนูชาชักมลายู และการสะท้อนเอกลักษณ์ของเกาะสมุย หรือ อัญมณีอ่าวไทย
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม KOS รับเงินรางวัล 70,000 บาท โดยเลือกพัฒนาผลิตภัณฑ์ Kombucha จากใบขลู่ ของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ควนเนียงสวนลุงจิม จังหวัดสงขลา เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในประเทศไทย
ตามด้วยทีม NAGOYASH ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับเงินรางวัล 50,000 บาท จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมข้าวพองอบกรอบ แบรนด์ NAGOYASH ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวอินทรีย์เป็นสุขนาโก จังหวัดกาฬสินธุ์
รางวัลชมเชย ได้รับเงินรางวัลทีมละ 10,000 บาท ได้แก่ ทีมสาธุ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชาหน่อกะลาปรุงสำเร็จ แบรนด์ Koh Chá จากวิสาหกิจชุมชนชาวเกราะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
และทีมหมายจันทร์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ กัมมี่มะปี๊ด แบรนด์ CHAMY ของวิสาหกิจชุมชนสภากาแฟฅนจันทบูร จังหวัดจันทบุรี
หนึ่งในคณะกรรมการ ศิริพร มัจฉิม ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาแบรนด์จากประสบการณ์ตรง เสริมถึงความโดดเด่นของผลงานทั้ง 5 ทีมว่าเป็นสเกลการทำงานที่เกินความคาดหมาย มีการวางแผนหากลุ่มเป้าหมายเป็นอันดับแรก ถือเป็นการตลาดในยุคใหม่ที่เป็นการฟังเสียงผู้บริโภค สำหรับบางกลุ่มไม่ได้เข้ารอบ หรือบางกลุ่มที่เข้ารอบแต่ไม่ได้รางวัลใหญ่ ส่วนตัวเชื่อว่าโปรเจ็กต์ที่แต่ละทีมคิด จะเป็นแนวทางให้ชุมชนพัฒนาสินค้าเหล่านี้ต่อไปได้
และตัวแทนเจ้าของผลงานการพัฒนาสินค้าที่โดดเด่นโดนใจคณะกรรมการที่สุดของปีนี้ ธีรวีร์ จิรภาคย์พงศภัค สมาชิกทีม Samui Sigma อธิบายอย่างภูมิใจถึงความพิเศษของไอศกรีมกะทิ Creamui ว่า พัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำมะพร้าวและกะทิของสมุยซึ่งมีมะพร้าวเยอะที่สุดในประเทศ จำนวนกว่า 3 ล้านต้น เป็นการนำของดีประจำเกาะมายกระดับเป็นไอศกรีมกะทิระดับพรีเมียม
“เราช่วยชุมชน ช่วยยกระดับสินค้า สร้างรายได้ สนับสนุนอุตสาหกรรมมะพร้าว เพิ่ม City Branding เข้าไป เพราะเรามีของดีกับมืออยู่แล้ว ต้องต่อยอดทำให้ดียิ่งขึ้น ส่วนแผนการตลาดอย่างแรกก็คือ จะใช้ KOL ใช้ Micro Influencer สร้าง Brand Awareness หลังจากนั้นก็อาจมีแคมเปญการตลาด นำโซเชียลกับออฟไลน์ผสมผสานกัน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ ปตท. ที่สนับสนุนและให้ความรู้ โดยมีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากคณะกรรมการทั้ง 5 ท่าน มาช่วยเติมให้ทีมพัฒนาสินค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น”