ปัญหาบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ยังคงคุกคามสุขภาพของเยาวชนไทยอย่างน่าเป็นห่วง จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบว่า เยาวชนอายุ 15 – 24 ปี สูบบุหรี่ 12.7% ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 20.9% หรือ 1.9 ล้านคน ดื่มแล้วขับ 33.06% ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนน 25.09% ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารบาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะที่ปัญหาสุขภาพจิตและผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กและเยาวชนก็ยังคงน่ากังวล
เพื่อร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะดีของเด็กทุกคน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จึงร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) จัดเวทีนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาโรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะ ภายใต้โครงการพัฒนาโรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะตามแนวทางการพัฒนาทั้งระบบ (Healthy School : The Whole School Approach) ระยะที่ 3 เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 68 เพื่อเปิดพื้นที่ถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการทำงานสร้างสุขภาวะในเด็กและเยาวชน ระหว่างเครือข่ายโรงเรียน 23 แห่ง ทั่วประเทศ

คุณณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า สสส. ทำโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดย 5 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนที่เข้าร่วมเป็นต้นแบบพบเด็กราวๆ 50,000 คน ไม่ต่ำกว่า 70 – 80% มีสุขภาพจิตดีขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น โภชนาการดีขึ้น ปัญหาต่างๆ ลดน้อยลง การรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้า สารเสพติดประเภทต่างๆ โรงเรียนทำได้ดีขึ้น เพราะด้วยรูปแบบการทำงานแบบทั้งระบบ ทุกคนร่วมมือกัน ไม่แยกส่วนกัน ทำให้มีความไวต่อการรับรู้ปัญหาของเด็ก ดึงเด็กเข้าสู่กระบวนการ หรือสร้างเสริมทักษะในการดูแลสุขภาพใหม่ๆ ให้กับนักเรียน

“โครงการนี้หลักๆ เลยคือการเปลี่ยนแนวคิด จากเรื่องของใครของมัน ครูคนไหนรับผิดชอบเรื่องไหนก็ทำไป เปลี่ยนมาเป็นเชื่อมโยงกันโดยเอาเด็กเป็นตัวตั้ง เด็กเป็นยังไง ต้องการอะไร มีภัยคุกคามยังไง แล้วครูแต่ละคนจะทำอะไรได้บ้าง จะเชื่อมกับครอบครัวของเด็กๆ ได้อย่างไรบ้าง เราอยากให้บทเรียนจาก 23 โรงเรียนนี้ ซึ่งมีครบทุกขนาดและครอบคลุมตั้งแต่ชั้นประถมฯ มัธยมฯ โรงเรียนมุสลิมก็มี เราอยากให้บทเรียนเหล่านี้ได้รับการนำไปใช้ต่อกับโรงเรียนอีกราวๆ 30,000 แห่งทั่วประเทศ” คุณณัฐยา อธิบาย ขณะที่ ดร.ตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า การส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะการใช้ชีวิต มีทักษะการจัดการอารมณ์สังคม (social emotional learning) จะช่วยให้นักเรียนรอดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ในขณะที่หน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบในการดูแลเด็กและเยาวชนก็ต้องร่วมมือกันลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของนักเรียน ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมทักษะวิชาการ โรงเรียนต้องดำเนินงานสุขภาวะนักเรียนให้ครอบคลุมทั้งด้าน กาย ใจ ปัญญา และสังคม
“การที่เด็กจะเรียนดี มีความสุข สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัย ความสบายใจของนักเรียน ตอนนี้สถานการณ์ยาเสพติดของบ้านเรามีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งเรื่องยาบ้าซึ่งมีมานาน และสิ่งหนึ่งที่มาเร็วและระบาดอย่างรวดเร็ว ก็คือ บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเราต้องช่วยกันสื่อสารให้ทั้งผู้ปกครองและเด็กนักเรียนเห็นถึงพิษภัย” ผอ.ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. กล่าว โครงการพัฒนาโรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะฯ ขับเคลื่อนผ่านแนวทางการดำเนินงานสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1. พัฒนากลไกการทำงานของโรงเรียนให้เข้มแข็ง 2. สร้างกลไกสนับสนุนด้านวิชาการ 3. สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง และครู 4. ถอดบทเรียนการทำงาน เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบโรงเรียนสร้างเสริมสุขภาวะที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของกรมอนามัย และ สพฐ. 5. ขยายผลการสร้างเสริม

สุขภาวะ ตามแนวทางการพัฒนาทั้งระบบ สู่โรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ เพื่อร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีของเด็กและเยาวชนทุกคน “เราพบว่าครอบครัวที่มีสัมพันธภาพครอบครัวที่ดี แม้จะยากดีมีจน แต่ถ้าครอบครัวอบอุ่น หันหน้าเข้าหากัน คุยกันได้ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่บูลลี่กันในครอบครัว พื้นฐานสุขภาพใจเด็กก็จะได้รับการปลูกมาอย่างดีตั้งแต่ปฐมวัย แล้วถ้าโรงเรียนมีระบบการดูแลสุขภาพกายใจนักเรียนที่รอบด้าน เป็นแบบลงทั้งระบบโรงเรียนด้วย ก็จะยิ่งเสริมแรงกัน และจะทำให้ปัญหาเริ่มน้อยลง” คุณณัฐยา ทิ้งท้ายสำหรับผู้ที่สนใจโมเดลสร้างเสริมสุขภาวะในโรงเรียนแบบพัฒนาทั้งระบบ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.childimpact.co