มอบชุดตรวจ Urine LAM เพื่อคัดกรองวัณโรคในกลุ่มผู้ที่มีติดเชื้อ HIV ภายใต้แนวคิด “กำแพงสังคมที่มองไม่เห็น”
ปัจจุบัน ‘วัณโรค’ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี (HIV) เนื่องจากหลายคนเข้าถึงระบบการรักษาล่าช้า ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้วัณโรคลุกลามได้ง่าย ดังนั้นการตรวจคัดกรองวัณโรคในผู้ที่มีเชื้อ HIV จึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้
ฟูจิฟิล์ม ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการร่วมส่งเสริมการตรวจคัดกรองวัณโรคในกลุ่มผู้ที่มีเชื้อ HIV ผ่านนวัตกรรมชุดตรวจ Urine LAM สำหรับหาแอนติเจนของเชื้อวัณโรคในปัสสาวะสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยความร่วมมือระหว่างกรมควบคุมโรค กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และสำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลก ภายใต้แนวคิด “กำแพงสังคมที่มองไม่เห็น” มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มผู้ที่มีเชื้อ HIV ที่มีความเสี่ยงต่อวัณโรคสูง

นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ถึง 9,200 คน และมีผู้เสียชีวิตจากเอดส์ 12,072 คน โดยมีสาเหตุหลักจากวัณโรค ซึ่งผู้ที่มีเชื้อ HIV มีความเสี่ยงต่อการป่วยวัณโรคมากกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคในการตรวจหาเชื้อวัณโรคในผู้ที่มีเชื้อ HIV เนื่องจากอาจตรวจไม่พบความผิดปกติจากภาพถ่ายรังสี
“ชุดตรวจ Urine LAM นับเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะสามารถหาแอนติเจนของเชื้อวัณโรคในปัสสาวะ ชุดตรวจแบบรู้ผลเร็ว (Rapid Test) นี้ จะช่วยตัดวงจรของวัณโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ ผู้อำนวยการ กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อธิบายถึงข้อดีของชุดตรวจ Urine LAM ว่า ผู้ที่มีเชื้อ HIV บางรายมีปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำ ภูมิต้านทานต่ำส่งผลให้การวินิจฉัยวัณโรคด้วยวิธีปกติ เช่น การเอกซเรย์ทรวงอกหรือการตรวจเสมหะ อาจให้ผลคลาดเคลื่อนหรือไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่าง Urine LAM ซึ่งตรวจผ่านปัสสาวะ จะเข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพ ทั้งยังครอบคลุมกลุ่มผู้ที่มีเชื้อ HIV ช่วยขับเคลื่อนการคัดกรองที่ปลอดภัยและรวดเร็ว

พญ.ผลิน กมลวัทน์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลก กล่าวถึงแนวทางดำเนินงานเพื่อยุติวัณโรคในประเทศไทยว่า สำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลก ดำเนินการจัดการเงินทุนที่ได้รับการจัดสรรจากกองทุนโลก (Global Fund) ซึ่งได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประเทศไทยมายาวนานกว่า 26 ปี เพื่อช่วยจัดการกับปัญหาโรคเอดส์ วัณโรค และไข้มาลาเรีย มุ่งหวังให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยจากโรคเหล่านี้
“ปัจจุบันเรายังคงเดินหน้าช่วยเหลือผู้ป่วยวัณโรค ภายใต้โครงการ END TB ด้วยเป้าหมายในการคัดกรองทั้งกลุ่มทั่วไปและกลุ่มผู้ที่มีเชื้อ HIV ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ โดยกองทุนโลกได้สนับสนุนการเข้าถึงการตรวจหาวัณโรคด้วยหลากหลายวิธีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ที่มีเชื้อ HIV”พญ.ผลิน กล่าว

นพ. วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค อธิบายถึงข้อบ่งใช้ในการตรวจหาวัณโรคด้วย Urine LAM ในผู้ที่มีเชื้อ HIV ว่า มี 3 กรณี ได้แก่ 1. สงสัยว่าคนไข้เป็นวัณโรคหรือมีอาการของวัณโรค 2. ผู้ป่วยมีเชื้อ HIV และมีอาการป่วยรุนแรงด้วยสาเหตุ เช่น ไข้สูง หายใจเหนื่อย ชีพจรเต้นผิดปกติ และ 3. ผู้ป่วยไม่ได้มีอาการตาม 2 ข้อที่กล่าวมา แต่มีปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 น้อยกว่า 100 เซลล์

มร. โซ มารูโอะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัดเน้นย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างฟูจิฟิล์มและหน่วยงานสาธารณสุขไทยในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับการรับรู้ของสังคมเกี่ยวกับวัณโรค โดยฟูจิฟิล์มเดินหน้าขับเคลื่อนการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การวินิจฉัยโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
“เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ชุดตรวจ Urine LAM เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนโครงการ END TB เพื่อต่อสู้กับวัณโรค นวัตกรรมด้านสุขภาพของเราสะท้อนความมุ่งมั่นของฟูจิฟิล์มในการยกระดับวงการสาธารณสุข และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมไทย สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของฟูจิฟิล์มในการ ‘แต่งแต้มรอยยิ้มให้โลกของเรา’ ” มร.โซ ย้ำ
ทั้งนี้ ฟูจิฟิล์ม ได้สนับสนุนชุดตรวจ Urine LAM จำนวนทั้งหมด 300 ชุด โดย 200 ชุด มอบให้แก่กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และอีก 100 ชุด แก่สถาบันบำราศนราดูร โดยโครงการได้จัดขึ้น ณ กรมควบคุมโรค ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางในการป้องกันและควบคุมโรคในประเทศไทย
ฟูจิฟิล์ม ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม ยกระดับวงการสาธารณสุข ผ่านการรังสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยให้การวินิจฉัยโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมมุ่งมั่นที่จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองในการขับเคลื่อนภารกิจยุติวัณโรคภายในปี 2030 ของประเทศไทย