องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันพฤหัสบดีในสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคมของทุกปี
เป็น “วันไตโลก” โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพไต ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงจับมือ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน ‘World Kidney Day ถ้ารักไต อย่าให้ไตวาย’ ภายใต้โครงการการสื่อสารเรื่องการใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยงโรคไต มุ่งให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ยาอย่างสมเหตุผล

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เล่าว่า ไตเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย และสามารถป้องกันความเสียหายได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการรับสารพิษ หรือการใช้ยาที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้อักเสบ หรือ NSAIDs รวมถึงยาชุด – ยาสมุนไพรบางชนิดที่อาจมีฤทธิ์หรือคุณสมบัติบางอย่างทำให้ไตทำงานได้ลดลง ซึ่งหากประชาชนนำมาใช้โดยขาดความรู้หรือความระมัดระวัง ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ อาจส่งผลเสียต่อไตในระยะยาว

ภายใต้ภารกิจส่งเสริมมาตรการป้องกันโรคไต จัดงาน ‘World Kidney Day ถ้ารักไต อย่าให้ไตวาย’ พัฒนาโครงการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง โดยผลิตสื่อที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย มุ่งให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาให้เหมาะสมในระยะยาว ควบคู่ไปกับความร่วมมือกับระบบสาธารณสุขในการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบ นำไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้น รวมถึงลดปัญหาการใช้ยาที่ไม่จำเป็น

“การสื่อสารเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์ด้านสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังต้องมีการประเมินผลว่าประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริงหรือไม่ รวมถึงการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ” รองผู้จัดการกองทุน สสส. เผยขณะที่ ดร.วรรษยุต คงจันทร์ รองคณบดีด้านบริการวิชาการและเชื่อมโยงสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยผลการวิจัยพฤติกรรม ทัศนคติ และการเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการบริโภคยากลุ่ม NSAIDs สมุนไพร และอาหารเสริมของกลุ่มพนักงานออฟฟิศ และผู้ใช้แรงงาน พบว่า กลุ่มเจเนอเรชันเอ็กซ์ (44 – 59 ปี) มักมีโรคประจำตัวและใช้ยาตามแพทย์สั่ง แต่กลุ่มผู้ใช้แรงงานมีแนวโน้มซื้อยาเองและใช้ยาชุดมากกว่า ขณะที่เจเนอเรชันวาย (28 – 43 ปี) เริ่มมีปัญหาสุขภาพและใช้ยากลุ่ม NSAIDs บ่อยขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาและอาหารเสริม โดยเปิดรับข้อมูลจากสื่อออนไลน์และบุคคลใกล้ชิด สำหรับเจเนอเรชันแซด (19 – 27 ปี) ยังไม่มีโรคประจำตัวมากนัก ทว่านิยมใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เกี่ยวกับความสวยงาม โดยอ้างอิงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและเพื่อน“ทุกกลุ่มมีแนวโน้มใช้สื่อออนไลน์เป็นแหล่งข้อมูลหลัก โดยเฉพาะ TikTok และ Facebook ที่มีบุคลากรทางการแพทย์หรืออินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพให้ข้อมูล ดังนั้น ความรู้ด้านสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่ายและถูกต้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน ทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ” ดร.วรรษยุต ทิ้งท้าย
