‘เพราะการเรียนรู้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน’ แต่เกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม ถือเป็นโอกาสที่เด็กๆ จะได้ค้นหาความสนใจและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ อาทิ ด้านภาษา ด้านดนตรี ด้านสติปัญญา ไปจนถึงด้านความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นที่มาของ ‘โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์’ โดยมีเป้าหมาย คือ อยากให้ทุกครอบครัวมีช่วงเวลาปิดเทอมที่มีคุณภาพ และเสริมโอกาสที่จะพัฒนาเด็กผ่ากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ครั้งนั้นถือเป็นปรากฏการณ์ที่เด็กได้มีพื้นที่สร้างสรรค์ของตัวเองอย่างแท้จริง

รัฐบาลและภาคีภาครัฐจึงร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรภาครัฐเอกชน และประชาสังคม ในรูปแบบ โดยมองเห็นโอกาสช่วงปิดเทอม ในการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ปลดปล่อยศักยภาพ ค้นหาแววในการทำงาน ตลอดจนความสุขในการเรียนรู้สู่โลกกว้าง เพื่อเติบโตเป็นมนุษย์

ที่สมบูรณ์พร้อมในมิติสุขภาพกาย จิตใจ สังคม และปัญญา สนับสนุนให้เกิด ‘กิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์’ ทำให้ทุกปิดเทอมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ล่าสุด เดินทางเข้าสู่ปีที่ 8 สสส. พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย 40 องค์กร จัดงาน Kick Off ปิดเทอมสร้างสรรค์อัศจรรย์วันว่าง ปี 2568 ภายใต้แนวคิด ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์ กิจกรรมฉ่ำเว่อ’ เปิดพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้สร้างสรรค์เพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัวทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัว LINE OA @happyschoolbreak อำนวยความสะดวกเด็กและเยาวชน เข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ 15 นาทีใกล้บ้าน

โดยการร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการทำงานใน 6 ด้าน

  1. พัฒนาระบบฐานข้อมูล (Learning Platform) รวมแหล่งเรียนรู้ นำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เด็กและครอบครัวเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง
  2. พัฒนามาตรฐานแหล่งเรียนรู้ (Learning Space) เพิ่มศักยภาพแหล่งเรียนรู้ให้มีคุณภาพ และขับเคลื่อนให้เกิดความร่วมมือระดับท้องถิ่น
  3. พัฒนาศักยภาพนักจัดการเรียนรู้ (Learning Creator) ให้ออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องตามบริบทของพื้นที่ ผลักดันให้เกิดการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพของนักจัดการเรียนรู้
  4. จัดแคมเปญกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ (Learning Activity) ผ่านการรวบรวมและเผยแพร่กิจกรรมสร้างกาเรียนรู้ในช่วงปิดเทอม พร้อมขยายผลให้เกิดการเรียนรู้ตลอดทั้งปี
  5. ศึกษาแนวทางระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) รวบรวมบทเรียนและองค์ความรู้ของเครือข่ายที่มีประสบการณ์ เชื่อมแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนและการศึกษาของรัฐ นำไปขยายผลให้แหล่งเรียนรู้สามารถบูรณาการการเรียนรู้และการศึกษาของรัฐ
  6. สนับสนุนบทเรียน งานวิจัย และงบประมาณ สำหรับการจัดการแหล่งเรียนรู้

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส.กล่าวถึงเป้าหมายของโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานไว้ว่า จากผลสำรวจข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการแหล่งเรียนรู้ กลุ่มเยาวชนอายุ 15 – 25 ปี รวม 19,694 คน จากทั่วประเทศ ปี 2565 โดย สสส. และศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) พบเด็กและเยาวชนร้อยละ 60 ไม่เคยไปแหล่งเรียนรู้ประเภทศูนย์ฝึกอาชีพ ร้อยละ 42.7 ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ ร้อยละ 29 ไม่เคยไปสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ และร้อยละ 22.8 ไม่เคยไปสนามกีฬา สาเหตุที่เข้าไม่ถึงแหล่งเรียนรู้เนื่องจากระยะทางไกล การเดินทางเป็นอุปสรรค เด็กและเยาวชนร้อยละ 60 อยู่ในครอบครัวรายได้น้อย สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ประจำปี 2566 โดย สสส. และคิด for คิดส์ พบเด็กเยาวชนไทยเติบโตในครอบครัวเปราะบางและยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ มีเด็ก 1.8 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ต้องอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย เมื่อพ่อแม่ไม่มีเวลาดูแล เด็กต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง หรืออยู่กับผู้สูงอายุและเพื่อน เสี่ยงต่อปัญหาพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาวะ

น.ส.ณัฐยา กล่าวต่อว่า การดำเนินงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน มีสุขภาวะทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม รวมทั้งส่งเสริมครอบครัวให้เป็นพื้นที่สร้างสุข ชุมชนเกิดความตื่นตัว และร่วมเป็น

ส่วนหนึ่งของการเกื้อกูลเด็กๆ ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบางได้เข้าถึงสิทธิและความคุ้มครอง และเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพจนเกิดความเข้มแข็ง จึงทำโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ เพื่อดึงภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศมาทำงานเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้ และที่มากไปกว่านั้น สสส. ได้เห็นศักยภาพของเครือข่ายภาคประชาสังคม ภาคประชาชนที่พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กรุ่นใหม่อย่างเต็มกำลัง “ความพิเศษของโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ในปีนี้ มาพร้อมกับการพัฒนาฐานข้อมูลบนระบบ LINE OA @happyschoolbreak ทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งจัดเก็บข้อมูลพื้นที่จัดกิจกรรมวันว่าง พื้นที่แหล่งเรียนรู้ของภาคี และอำนวยความสะดวกแก่เด็กและผู้ปกครอง ในการค้นหากิจกรรมช่วงวันหยุดหรือในช่วงปิดเทอม” ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าว

น.ส.พัชราพรรณ กองมณี และ น.ส.เพชรลัดดา บุตรมหา เจ้าของร้าน ‘บ้านหลังวัด Coffee’ จัดพื้นที่ปลอดภัยของคนในชุมชนบ้านหนองร้านหญ้าและใกล้เคียง “นอกจากเป็นคาเฟ่ให้คนเข้ามาดื่มด่ำกับรสชาติเครื่องดื่มแล้ว บ้านหลังวัด Coffee ยังเปิดเป็นพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนที่สนใจเข้ามาเรียนการชงกาแฟและเครื่องดื่ม เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้เรื่องราวการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ วาดภาพระบายสี เพ้นท์ขวดแก้ว ตลอดจนการเปิดสอนคอร์สภาษาอังกฤษให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่

ในขณะที่ปีนี้ บ้านหลังวัด Coffee จะมุ่งเน้นให้ความรู้เรื่องความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนกินอาหารปลอดภัย เพื่อการมีสุขภาพที่ดีด้วย” ทั้งสองกล่าวด้วยความตั้งใจ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ ไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคมเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มันคือหน้าที่ของทุกคนที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลอนาคตลูกหลานของเรา เพื่อให้เขาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพและความสามารถต่อไป


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน