ย้อนกลับไปเมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ ThaiHealth Academy (THA) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้การดูแลของ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มุ่งหวังให้ THA ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างคนที่มีสุขภาวะที่ดีในทุกด้าน ตั้งแต่การสื่อสาร การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไปจนถึงการผลักดันให้สังคม-สิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการมีสุขภาพดี ลดความเสี่ยง และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา THA ไม่เพียงแค่เดินตามเป้าหมาย ทว่ายังขับเคลื่อนพันธกิจอย่างจริงจัง โดยพัฒนาหลักสูตรด้านการสร้างเสริมสุขภาพแล้วกว่า 220 หลักสูตร มีผู้เข้าร่วมสะสมกว่า 9,181 คน ที่ได้ต่อยอดความรู้ไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริง และในโอกาสพิเศษครบรอบ 5 ปี THA จึงมุ่งยกระดับบทบาทด้านการเรียนรู้เพื่อสุขภาวะ ด้วยการจัดงานเสวนาครั้งใหญ่ “สร้าง ทำ สุข 2025” ชูแนวคิด ‘ปลูก-ปรับ-เปลี่ยน’ พร้อมเปิดตัว 26 หลักสูตรใหม่ ที่จะปั้นนักสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ ต่อยอดสู่การสร้างสังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน

นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 2 เผยว่า ภายใต้วิสัยทัศน์องค์กรที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพ ยกระดับขีดความสามารถ ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะของไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น THA จึงได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพต่อเนื่อง รวมถึงมุ่งขยายฐานผู้รับประโยชน์ไปยังกลุ่มบุคคล-องค์กร สร้างนักสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมสุขภาวะทั้งระดับชาติ-สากล
ขณะเดียวกัน โลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับองค์กร ด้านประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ล้วนเผชิญปัญหาด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างชัดเจน ดังนั้น การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะจึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะ ‘ทักษะการเอาตัวรอด’ ซึ่งประกอบด้วย 10 ทักษะ อาทิ
Analytical thinking การคิดเชิงวิเคราะห์, Creative thinking การคิดเชิงสร้างสรรค์, AI and big data ทักษะด้าน AI และ big Data, Empathy and active listening ทักษะมีความเห็นอกเห็นใจและมีทักษะในการรับฟัง, Motivation and self-awareness ทักษะมีความเข้าใจตนเองและมีแรงจูงใจในการทำงาน รวมถึง Curiosity and lifelong learning มีความช่างสงสัย ได้เรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นต้น
“แม้องค์กรต้องการสร้างวัฒนธรรม หรือ Learning Culture ทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทยยุคใหม่มักเป็นสังคมปรนัย หากไม่มีทั้ง 10 ทักษะเหล่านี้ ก็ไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีได้ อย่าท้อ ต้องมองเห็นความหวัง ในการสร้างวัฒนธรรมที่ดีทางด้านสุขภาพ ขยายสู่วัฒนธรรมที่ดีด้านธุรกิจ การงาน” นพ.สุรเชษฐ์ เผยทรรศนะ

ด้าน ศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ เสริมว่า ปัจจุบัน THA มีหลักสูตรการเรียนรู้ 26 หลักสูตร รองรับผู้เข้าอบรมมากกว่า 1,265 คนต่อปี ครอบคลุมทั้งทักษะเชิงเทคนิค ความรู้ด้านสุขภาวะ การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ โดยมีหลักสูตรที่มีความโดดเด่น เช่น หลักสูตรการสื่อสารการตลาดเพื่อธุรกิจสุขภาพ หลักสูตร Generative AI กับการขับเคลื่อนพลังความคิดและนวัตกรรม
รวมถึง ‘หลักสูตร AI และ Big Data’ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้เท่าทันทางเทคโนโลยีให้แก่สังคม โดยมุ่งหมายให้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการสร้างสังคมสุขภาวะ ไม่ใช่ตัวแทนความสัมพันธ์หรือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวมี ‘Active Citizen’ หรือประชาชนที่ตื่นรู้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ตลอดจนกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาจมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI พร้อมเสริมบทบาทของผู้ใหญ่หรือวัยทำงานในการช่วยเหลือเด็ก-ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่อาจยังปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี

ศ.ดร.นพ.นันทวัช เผยอีกว่า นอกเหนือจากเนื้อหาทางวิชาการแล้ว หลักสูตรของทางสถาบันยังพัฒนาจากการศึกษาข้อมูลภาคสนาม เทรนด์เทคโนโลยี นโยบายระดับชาติ-สากล ก่อนนำมาทดสอบและปรับแต่งให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ด้วยแนวคิด ‘ปลูก-ปรับ-เปลี่ยน’ เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ต้องเติบโตอย่างยืดหยุ่น ไม่ยืนต้นตาย สะท้อนเจตนารมณ์ของสถาบันในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงพัฒนาทักษะใหม่ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
“ปลูก ปรับ เปลี่ยน คือ ปลูกนิสัยการเรียนรู้ สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร ปรับตัวให้ทันโลก ให้เกิดมุมมองและศักยภาพที่พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนสังคมอย่างสร้างสรรค์ นำสังคมไปสู่ความเป็นธรรมและสุขภาวะที่ดี ผ่านเครือข่ายการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง โดยมีหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้นำเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ที่สามารถลงมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ได้จริง” ศ.ดร.นพ.นันทวัช เน้นย้ำ

ภายในงานยังมีเสวนา ‘สมดุลในการใช้ AI และหัวใจมนุษย์ : การเพิ่มศักยภาพทางการเรียนรู้ในยุค AI’ ซึ่งหนึ่งในวิทยากรคนสำคัญอย่าง คุณโชค วิศวโยธิน Co-Founder Debuz (ดี บัสช) & GAMEINDY และผู้ร่วมแต่งหนังสือ Chat GPT: AI ปฏิวัติโลก ได้เล่าว่า ในอดีต AI ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Machine Learning และ Deep Learning ที่มุ่งเน้นการทำงานด้วยการนำข้อมูลในอดีตมาทำนายหรือคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต แต่ปัจจุบันการพัฒนา AI ได้ก้าวไปอีกขั้น จนเกิดกลุ่ม Consumer AI นำทัพโดยแพลตฟอร์มอย่าง ChatGPT ซึ่งมุ่งเน้นการผลิตและสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
ทั้งนี้ แม้การใช้ Consumer AI จะช่วยขยายศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคลได้ชัดเจน ปริมาณงานสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น คุณภาพเฉลี่ยของงานดีขึ้น และช่องว่างทางความคิดสร้างสรรค์ระหว่างบุคคลลดลง ทว่าเมื่อรวมผลงานเหล่านี้เข้าด้วยกัน อาจพบว่ารูปแบบของความคิดสร้างสรรค์ในสังคมกลับมีความหลากหลายน้อยลง
ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้ AI เป็นผู้ช่วยในกระบวนการสร้างสรรค์ ควรยึดแนวคิด AI draft, Human craft กล่าวคือ ให้ AI ช่วยร่างแนวคิดเบื้องต้น แล้วใช้ความสามารถของมนุษย์ในการต่อยอด ขัดเกลา และสร้างสรรค์งานให้ออกมามีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวทางของ THA ที่มุ่งเน้นการสร้างเสริมศักยภาพมนุษย์ในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง ทั้งในมิติสุขภาวะ การเรียนรู้ และการปรับตัวอย่างยั่งยืน
“แม้ว่า AI จะเป็นผู้ช่วยที่ดี แต่การพึ่งพาอย่างพอดี และการรักษาความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น หากปล่อยให้ AI เข้ามาทำงานแทนทั้งหมด มนุษย์เองจะเสี่ยงต่อการถูกลดคุณค่า มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจน้อยลง” คุณโชค ทิ้งท้าย