ประเทศไทยในวันนี้ยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของการพัฒนาประเทศ ที่มิอาจมองข้ามเสียงจากผืนป่า ลำน้ำท้องทะเล และชุมชนท้องถิ่น เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่เพียงเป็นเรื่องของธรรมชาติ หากแต่โยงใยแน่นแฟ้นกับสิทธิมนุษยชน ความเหลื่อมล้ำ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของพลเมืองไทยทั้งประเทศ

เสียงสะท้อนเหล่านี้ดังชัดขึ้นจากการนำเสนอ ‘ข้อเสนอกฎหมาย นโยบาย และการขับเคลื่อนสิทธิ ความเป็นธรรมในสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะพลเมืองไทย’ ในเวทีสัมมนาวิชาการสาธารณะระดับชาติ ‘Environmental and Health Justice FORUM’ ที่จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรที่ขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน

โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ การผลักดันให้เกิดนโยบายที่ยึดโยงกับความจริงในพื้นที่ พร้อมกลไกความเป็นธรรมที่จับต้องได้ ซึ่งมี กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในการรวบรวมและถ่ายทอดข้อเสนอเหล่านี้ไปยังภาครัฐ

สาระสำคัญของข้อเสนอเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางความคิดของสังคมไทยที่เริ่มตระหนักชัดว่า สิ่งแวดล้อมที่ดีไม่ใช่เพียงแค่ ‘เป้าหมาย’ หากแต่คือ ‘สิทธิพื้นฐาน’ ที่ประชาชนทุกคนพึงมีไม่ต่างจากสิทธิในการศึกษา หรือสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย

เมื่อมองผ่านแว่นตาแห่งความเป็นธรรม เวทีแห่งนี้เผยให้เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในวันนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่คือเครือข่ายของความไม่เป็นธรรมที่โยงใยกันตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับโครงสร้าง นับตั้งแต่การทำเหมืองทองคำที่ก่อให้เกิดมลพิษสารหนูในแม่น้ำกก ฝุ่นพิษ PM2.5 การถมทะเลสร้างท่าเรือ โครงการเขื่อนบนลุ่มน้ำโขง ไปจนถึงการใช้กฎหมายอุทยานฯ ทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน

ท่ามกลางความซับซ้อนของปัญหาเหล่านี้ หนทางในการแก้ไขจึงต้องเริ่มต้นจากการ ‘แยกแยะ’ และ ‘จัดลำดับความเร่งด่วน’ ของปัญหาให้ชัดเจน ทั้งในระดับวิกฤตที่ต้องหยุดยั้งทันที เช่น มลพิษรุนแรง และในระดับต่อเนื่องระยะยาว อาทิ ปัญหา PM2.5 ที่ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและชุมชนในพื้นที่ รวมไปถึงการผลักดันข้อตกลงระดับภูมิภาคอย่างอาเซียน เพื่อรับมือกับมลพิษข้ามพรมแดน

ควบคู่กับการแก้ไขเชิงนโยบาย เวทีนี้ยังชี้ให้เห็นถึง ‘กลุ่มผู้เปราะบาง’ ที่มักถูกละเลยในกระบวนการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เกษตรกรรายย่อย หรือชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพิงผืนป่า ภูเขา และชายฝั่ง แนวคิด ‘คนอยู่กับป่า’ จึงต้องได้รับการยอมรับในฐานะทางเลือกของการอนุรักษ์ที่ไม่ขัดแย้งกับการพัฒนา แต่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

ข้อเสนอด้านนโยบายที่ตามมาจากแนวคิดนี้ จึงรวมถึงการยกเลิกมติ ครม. ที่จำกัดสิทธิชุมชน การปรับปรุงกฎหมายป่าไม้ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ และการผลักดันร่างกฎหมายใหม่ เช่น พ.ร.บ. นิรโทษกรรมผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ดิน และ พ.ร.บ. ส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ เพื่อฟื้นฟูสิทธิที่ควรได้รับโดยชอบธรรมตั้งแต่อดีต

นอกจากป่าไม้และภูเขา ประเด็นเกี่ยวกับท้องทะเลก็ได้รับการหยิบยกขึ้นอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะ ‘ความยุติธรรมทางทะเล’ ที่มักถูกมองข้าม ข้อเสนอสำคัญในเรื่องนี้ ได้แก่ การคุ้มครองวิถีชาวประมงพื้นบ้านจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การคงไว้ซึ่งกฎหมายห้ามใช้อุปกรณ์ทำลายล้างในทะเล และการส่งเสริมแนวทางการประมงที่ยั่งยืนเพื่อคุ้มครองความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

เมื่อเชื่อมโยงกับประเด็นทะเล ‘ปัญหาขยะพลาสติก’ก็ถูกยกมาเป็นอีกหนึ่งหัวข้อหลักที่ต้องเร่งจัดการอย่างจริงจัง โดยข้อเสนอของภาคประชาชนมุ่งไปที่การให้รัฐบาลผลักดันการเข้าร่วมสนธิสัญญาพลาสติกโลกและออกกฎหมายควบคุมพลาสติกตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงการจัดการของเสีย ภายใต้หลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ’

“ไม่ว่าประเด็นจะอยู่บนภูเขา กลางป่า หรือในทะเล สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันคือ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ถูกเชิญมาฟังความคิดเห็น แต่ในฐานะผู้มีสิทธิที่จะร่วมเสนอ ร่วมตัดสินใจ และร่วมออกแบบอนาคตของพื้นที่ที่ตนเองดูแลอยู่

“เพราะฉะนั้น หากประเทศไทยต้องการก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม เวลานี้คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่รัฐต้องกล้าปรับเปลี่ยนทิศทาง จากนโยบายบนลงล่าง สู่การสร้างความเป็นธรรมที่หยั่งรากในพื้นที่ และยึดโยงกับเสียงของผู้คนอย่างแท้จริง” กฤษฎา ให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ได้ถูกรวบรวมอย่างรอบด้าน เพื่อนำส่งต่อให้ภาครัฐพิจารณา โดยมี อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนรับมอบข้อเสนอดังกล่าว

ภายหลังได้รับฟังข้อเสนอจากเวที อภิชาต ได้กล่าวแสดงความชื่นชมและขอบคุณผู้จัดงาน รวมถึงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งยืนยันว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้มาโดยตลอด และพร้อมเปิดรับความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นอกจากนี้ ยังระบุว่า กระทรวงฯ จะนำข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงไปจัดลำดับความสำคัญ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป

จากกระบวนการดังกล่าว เสียงจากประชาชนในเวทีสัมมนาครั้งนี้ ช่วยเปิดพื้นที่ให้ข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาวะ และสิทธิพลเมืองถูกถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา การทำงานร่วมกันระหว่าง สสส. และภาคีเครือข่าย จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการสร้างนโยบายที่ตั้งอยู่บนข้อมูลจากพื้นที่ และสะท้อนความต้องการของประชาชนในแต่ละบริบทอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน