“แม้ภาพรวมของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่าการบริโภคบุหรี่มวนลดลงจากร้อยละ 32 เหลือประมาณร้อยละ 16.7 แต่ปัญหาการสูบบุหรี่ยังคงซ่อนอยู่ในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ยังไม่สามารถเลิกได้ ขณะที่บุหรี่ไฟฟ้ากลับกลายเป็นกระแสนิยมในกลุ่มเยาวชน ส่งผลให้อัตราการบริโภคโดยรวมลดลงได้ยากขึ้น สสส. จึงเดินหน้าเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้สามารถบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงได้ด้วยตนเอง”

ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยข้อมูลนี้ภายในงานเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมศักยภาพและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในการเพิ่มประสิทธิภาพ การควบคุมการบริโภคบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นแกนกลางในการประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โรงพยาบาล โรงเรียน วัด ชุมชน รวมถึงการบูรณาการเข้าไปในนโยบายท้องถิ่น

ดร.นิสา ยังเล่าอีกว่า ภาคใต้มีอัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ร้อยละ 20 หากเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศที่ร้อยละ 18 แม้จะไม่ได้เป็นเช่นนี้ทุกจังหวัด ทว่าเป็นสัญญาณให้ต้องเจาะลึกเพื่อวิเคราะห์ โดย สสส. ได้นำเครื่องมือสำคัญ ทั้งระบบข้อมูลตำบล (TCNAP) และข้อมูลวิจัยชุมชน (RECAP) เพื่อวิเคราะห์เชิงพื้นที่ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักของการรณรงค์ พร้อมใช้แนวทางจากกฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter) ในการวางแผนเชิงระบบ ตลอดจนสร้างกิจกรรมที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่
ขณะเดียวกัน ท้องถิ่นจำเป็นต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการสร้างแผนแม่บท การประสานกับโรงเรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อบรรจุเป็นงานประจำขององค์กร รวมถึงเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่ทำงานเชิงรุกเรื่องบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่ เช่น ในเขตเทศบาลเมืองที่มีสถานบันเทิงมาก จะเน้นการควบคุมและการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้อง หรือบางพื้นที่จะใช้ต้นแบบที่เป็นบุคคล ซึ่งเคยเป็นนักสูบแต่ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ เปลี่ยนตนเอง-ชุมชนไปพร้อมกัน

สำหรับก้าวต่อไปของงานชุมชนท้องถิ่น สสส. มุ่งเน้นสนับสนุนการพัฒนาอย่างเป็นระบบใน 4 มิติ ประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพผู้นำ-บุคลากรในชุมชนรู้เท่าทันธุรกิจบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนระบบข้อมูลสำหรับใช้ติดตาม วางแผนและควบคุมการบริโภค ทั้งยังช่วยจัดหาเครื่องมือ ชุดความรู้ สื่อรณรงค์ ที่สามารถเข้าถึงและใช้ได้จริงในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนผลักดันให้งานควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำของ อปท. ทั่วประเทศ
“แม้จะตั้งเป้าลดอัตราการสูบบุหรี่ลงให้ได้ร้อยละ 10 ในเบื้องต้น แต่สิ่งสำคัญคือการชวนคิดชวนทำอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้พื้นที่ต้นแบบ เช่น ตำบลสุขภาวะแม่ข่าย กำหนดเป้าหมายร่วมกับชุมชน ใช้กลไกเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และปรับใช้ตามสภาพจริง สุดท้ายแล้วการขับเคลื่อนนี้ไม่ได้ทำเพื่อลดตัวเลขทางสถิติเท่านั้น แต่เพื่อปกป้องลูกหลาน เยาวชน คนในชุมชนไม่ให้ตกอยู่ในวงจรของการเสพติด และสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับประเทศ”

ด้าน นางวิไลลักษณ์ หฤหรรษพงศ์ ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600) เผยว่า สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของประเทศที่มุ่งเน้นการให้บริการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ผ่านทางโทรศัพท์ ภายใต้สโลแกน ‘บุหรี่เลิกยาก แต่เลิกได้ หากมั่นใจว่าอยากเลิก โทร 1600’ โดยเน้นการให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านจิตใจจากเจ้าหน้าที่ เช่น นักจิตวิทยา พยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช ซึ่งจะทำหน้าที่ให้กำลังใจ กระตุ้นความตั้งใจ รวมถึงติดตามอาการ-พฤติกรรมของผู้เลิกบุหรี่เป็นระยะ เพื่อประเมินผลว่าผู้รับบริการสามารถเลิกบุหรี่ได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ยังเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่ม ขาดการรับรู้ในวงกว้าง การที่ สสส. เข้ามาร่วมสนับสนุนครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่ผ่านโทรศัพท์ เหมาะกับผู้ที่ไม่สะดวกไปรักษาในโรงพยาบาล หรือเพียงแค่ต้องการแรงสนับสนุนทางใจในการเลิกบุหรี่ ขณะเดียวกันยังหนุนเสริมการทำงานเชิงรุก เช่น การบูรณาการกับโรงเรียน เยาวชน สถานพยาบาล เพื่อให้โรงพยาบาลต่างๆ ส่งต่อเคสผู้ต้องการเลิกบุหรี่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการติดตามผู้ป่วยในระยะยาว โดยไม่กระทบกับภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์
“วันนี้เรารู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมกับท้องถิ่นจากหลากหลายภูมิภาค เช่น ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ซึ่งมีปัญหารุนแรงกว่าที่คิด โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าและการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ดังนั้นจุดสำคัญคือ ต้องให้ความรู้แก่ท้องถิ่นว่าควรเริ่มต้นอย่างไร เช่น การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ ลดจำนวนผู้สูบเดิม และจัดการสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการไม่สูบบุหรี่”

ในมุมพื้นที่ นายยุสรี เจะนา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ อบต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส เผยสถิติการสำรวจล่าสุดว่า เยาวชนในพื้นที่ ต.โคกเคียน สูบบุหรี่มากถึง 339 ราย จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 700 ราย ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากการชักชวนของเพื่อนหรือการเลียนแบบจากสื่อและกระแสสังคม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดนักสูบหน้าใหม่ และลดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว
ด้วยตระหนักในปัญหาดังกล่าว จึงนำร่องหมู่ที่ 2 ต.โคกเคียน ขับเคลื่อนโครงการ ‘มัสยิดปลอดบุหรี่’ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เกิดจากการรวมพลังของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน สภาเด็กและเยาวชน ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ไปจนถึงคณะกรรมการมัสยิด โดยใช้กระบวนการสมัชชาชุมชนเป็นเครื่องมือในการกำหนดกฎระเบียบของชุมชนที่มีผลใช้บังคับร่วมกัน เพื่อสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ปลอดควันบุหรี่
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมบรรยายธรรม สื่อสารพิษภัยของบุหรี่หลังละหมาด รวมถึงจัดกิจกรรมกับเยาวชนในชุมชนเพื่อสร้างแกนนำรุ่นใหม่ ลด ละ เลิกบุหรี่ ซึ่งผลลัพธ์เด่นชัดจากโครงการนี้ คือ จำนวนผู้เลิกบุหรี่เพิ่มขึ้น และเกิดแกนนำสุขภาพในพื้นที่มากถึง 100 คน ในอนาคตชุมชนมีเป้าหมายขยายผลของโครงการให้ครอบคลุมถึงร้อยละ 50 ของพื้นที่ ต.โคกเคียน ภายในระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้จะมีการประเมินและปรับบริบทให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ พร้อมกับเก็บข้อมูลฟีดแบคอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาพความเป็นจริง
“การสนับสนุนจาก สสส. ถือเป็นแรงหนุนสำคัญของโครงการ โดย สสส. ได้ส่งเสริมทั้งด้านงบประมาณ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ที่ช่วยผลักดันให้มัสยิดแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบ ซึ่งสามารถขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ได้ต่อไป อาจมีการจัดตั้งทีมครูพี่เลี้ยงหรือแกนนำชุมชน เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้กับหมู่บ้านที่ต้องการเรียนรู้และทำตามโมเดลนี้” นายยุสรี ทิ้งท้าย