ฝนตก ฟ้าร้องที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกสารทิศ เป็นสัญญาณว่าฤดูฝนกำลังมาเยือน นอกจากนำพาความเย็นสบายและความเขียวชอุ่มของธรรมชาติมาสู่ผู้คนแล้ว ขณะเดียวกันก็อาจมาพร้อมกับโรคภัยหลายชนิด หนึ่งในโรคยอดฮิตช่วงหน้าฝนนี้ หนีไม่พ้น “ไข้เลือดออก” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของภัยสุขภาพที่ร้ายแรง ไม่เพียงสร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและการใช้ชีวิตของคนรอบข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไข้เลือดออก ภัยตัวร้ายจากยุงตัวเล็ก
โรคไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4
โดยมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เคยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง จะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้น หากได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ต่างออกไปจากครั้งแรกก็สามารถเป็นไข้เลือดออกได้อีก ซึ่งโดยทั่วไปอาการของโรคครั้งที่สองมักรุนแรงกว่าครั้งแรก และอาจเสียชีวิตได้
โรคไข้เลือดออกสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย ผู้ป่วยมักมีอาการ ดังนี้
- ไข้สูงเฉียบพลัน
- เบื่ออาหาร
- หน้าแดง
- ปวดศีรษะ
- อาเจียน
- มีผื่น จุดสีแดงขึ้นตามลำตัว แขน ขา
- ถ่ายอุจจาระดำ
- มีสภาวะช็อกช่วงไข้ลด
- มือเท้าเย็น
- ชีพจรเบาและเร็ว
- ตับโต มักกดเจ็บบริเวณชายโครงขวา
โดยข้อมูลของคนไทยพบว่า 70% ของคนไทยเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนโดยไม่รู้ตัว และผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็ก ทว่าผู้ใหญ่ที่เป็นไข้เลือดออกมีโอกาสเสียชีวิต มากกว่าเด็ก 2-3 เท่า นอกจากนี้ ผู้เสียชีวิตจากไข้เลือดออก 80% ยังเป็นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุอีกด้วย
สิ่งที่ต้องระวังคือ หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น โรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ไต ความดันโลหิตสูง อาจเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงจากไข้เลือดออกมากขึ้น มีโอกาสช็อก หัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ร่างกายแข็งแรง ก็เสี่ยงเป็นไข้เลือดออกได้เหมือนกัน
ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสสำหรับโรคไข้เลือดออก การรักษาจึงเป็นไปตามอาการเพื่อประคับประคองให้ร่างกายของผู้ป่วยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งในรายที่อาการไม่รุนแรง โรคไข้เลือดออกอาจหายได้เองภายใน 2-7 วัน แต่หากมีอาการรุนแรง ก็อาจจะต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องดูแลผู้ป่วยหนัก
อาการของโรคไข้เลือดออกไม่เพียงแต่สร้างความเจ็บปวดและความวิตกกังวลแก่ผู้ป่วยเท่านั้น
แต่ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างที่ต้องรับหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยด้วย หรือที่เรียกว่า ไข้เลือดออกมือสอง
ไข้เลือดออกมือสอง ความป่วยของคนดูแล
ไข้เลือดออกมือสอง เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่ใกล้ชิดผู้ป่วยไข้เลือดออก เพราะในช่วงเวลาที่พวกเขาเหล่านี้ต้องรับหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วย นับเป็นช่วงเวลาที่ทรมานทั้งกายและใจ ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้าจากการดูแลอย่างต่อเนื่อง ความจำเป็นในการทำงานพร้อมทั้งดูแลผู้ป่วยไปพร้อมกัน รวมถึงสุขภาพทางใจที่ย่ำแย่ในช่วงเวลาที่คนสำคัญในชีวิตต้องเผชิญความทรมานจากอาการต่างๆ จนอาจกล่าวได้ว่า “ไข้เลือดออกมือสอง คือการที่คนเจ็บไม่ได้ป่วย แต่ต้องทุกข์ทรมาน จากการที่คนที่รักติดไข้เลือดออก”
‘ไข้เลือดออกมือสอง’ เมื่อการดูแลกลายเป็นภาระทางใจ

แอน พนักงานออฟฟิศ วัย 35 ปี ต้องดูแลลูกชายที่ป่วยหนักจากโรคไข้เลือดออก ซึ่งไม่มียารักษาเฉพาะโรค ได้เพียงรักษาตามอาการ ลูกชายของเธอมีอาการไข้สูงอยู่ตลอด ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยความทรมานของผู้เป็นแม่ เธอไม่สามารถจดจ่อกับงานที่ทำได้ กะจิตกะใจมีเพียงการรีบทำงานให้เสร็จเพื่อกลับไปดูแลลูก แม้ว่าจะมีบางครั้งที่เธอคิดไปว่า “ลูกชายอาจไม่รอดจากไข้เลือดออก”

โส เจ้าของกิจการร้านกาแฟ วัย 27 ปี เขาต้องต่อสู้กับความยากลำบาก โดยมีสาเหตุมาจากโรคไข้เลือดออกที่แม่ของเขาต้องเผชิญ แม่มีโรคประจำตัวทั้งเบาหวาน ความดัน และอายุมาก จึงทำให้มีอาการรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาลกว่า 10 วัน เขาตัดสินใจหยุดกิจการร้านกาแฟอย่างกะทันหัน ต้องสูญเสียรายได้ เพื่อใช้เวลาในการดูแลแม่ นอกจากนี้ยังต้องทนเห็นแม่โดนเจาะเลือดในทุกๆ วัน และข่าวร้ายที่ว่า “แม่เสี่ยงอวัยวะล้มเหลวทุกเมื่อ เพราะมีโรคประจำตัว”

ป้อม หญิงวัย 67 ปี ที่สูญเสียเพื่อนเนื่องจากไข้เลือดออก เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลต่อเธอและเพื่อนสูงวัยคนอื่นๆ โดยเพื่อนของป้อมเป็นคนแข็งแรง ชอบไปทำบุญและท่องเที่ยวด้วยกันอยู่บ่อยๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนของเธอก็เริ่มมีอาการป่วย ด้วยความชะล่าใจและไม่ต้องการเป็นภาระของลูกหลาน จึงตัดสินใจซื้อยามากินเอง ไม่เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นคือ โรคไข้เลือดออก อาการของเพื่อนทรุดลงอย่างรวดเร็วจนต้องนอนรักษาตัวที่ห้องไอซียูเป็นเวลานาน และสุดท้ายป้อมก็ต้องเสียเพื่อนคนสำคัญไปจากโรคร้ายนี้

บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่ต้องเผชิญกับ “ไข้เลือดออกมือสอง” แม้จะไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางกาย แต่เป็นความทุกข์ทรมานทางใจ พวกเขาต้องอยู่กับสภาวะที่ต่างกันไปตามประสบการณ์และเงื่อนไขของแต่ละคน ทั้งความเครียด กังวล เหนื่อย ท้อแท้ หรือแม้แต่ประสบปัญหาทางการเงิน
การป้องกัน สำคัญกว่าการรักษา
จะเห็นได้ว่า ไข้เลือดออก ไม่ได้สร้างความลำบากแก่ผู้ป่วยเท่านั้น แต่คนรอบข้างต่างก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ดังนั้น การดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากไข้เลือดออกจึงไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เป็นการปกป้องคนที่รักให้ออกห่างจากไข้เลือดออกมือสองด้วยเช่นกัน
สำหรับการป้องกันโรคไข้เลือดออก สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้
- ป้องกันตัวเองไม่ให้โดนยุงกัด นอนในมุ้งหรือติดมุ้งลวดในบ้าน และทายากันยุง
- ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง กำจัดภาชนะที่มีน้ำขัง ใช้ทรายกำจัดลูกน้ำ และปรับปรุงภูมิทัศน์รอบบ้านให้สะอาด
- การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกของการป้องกันที่ช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้ถึง 80-90% (คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ โดยสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568)

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีน สามารถป้องกันไข้เลือดออกได้ทั้ง 4 สายพันธุ์ เนื่องจากโรคดังกล่าวสามารถติดซ้ำได้หลายครั้ง การฉีดวัคซีนจึงเป็นการลดโอกาสในการติดเชื้อ ลดความรุนแรง และลดโอกาสนอนโรงพยาบาล
การป้องกันโรคไข้เลือดออกไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังช่วยลดภาระของผู้ดูแลที่ต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการดูแลผู้ป่วย ดังนั้น การป้องกันโรคจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับไข้เลือดออกได้ที่ https://bit.ly/44ebGX9
หมายเหตุ:
“ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นสำหรับประชาชนเป็นการทั่วไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้ข้อมูลเท่านั้น ข้อมูลนี้ไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อวินิจฉัยหรือรักษาปัญหาสุขภาพหรือโรคใด ๆ การให้ข้อมูลดังกล่าวนี้ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการทดแทนการปรึกษากับผู้ให้บริการทางการแพทย์ โปรดปรึกษาผู้ให้บริการทางการแพทย์ของท่านสำหรับคำแนะนำเพิ่มเติม ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลเกี่ยวกับไข้เลือดออกอาจแตกต่างกันออกไป”
อ้างอิง
1 สำนักระบาดวิทยา.กรมควบคุมโรค.รายงานการเฝ้าระวังโรค
2 Vandepitte WP, Chaweethamawat A, Yoksan S. Seroprevalence of neutralizing antibody against dengue virus in healthcare workers in Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 2019;50(5):816–24.
3 National Disease Surveillance (Report 506). Bureau of Epidemiology, Department of Disease of Control, MoPH, Thailand. 2024 is YTD case, accessed 7 FEB 2025.
4 Chia-En Lien et al. published the article “A Population-Based Cohort Study on Chronic Comorbidity Risk Factors for Adverse Dengue Outcomes” in The American Journal of Tropical Medicine and Hygiene, Volume 105, Issue 6, 2021. pages 1544-1551.
C-ANPROM/TH/DENV/0912: Jun 2025