“ปรับเปลี่ยน เรียนรู้ สู่ความยั่งยืน” หัวใจของการขับเคลื่อนโลกสีเขียวใบนี้ให้หมุนต่อไปอย่างสมดุล และเป็นธีมหลักของงานมอบรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 23 จัดขึ้น ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568
23 ปีแห่งการ “ให้” และ “สร้าง” แรงบันดาลใจ
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2542 ปตท. ได้ริเริ่ม “โครงการรางวัลลูกโลกสีเขียว” เพื่อเชิดชูผู้คน ชุมชน และกลุ่มคนที่เป็นต้นแบบในการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ช่วยสร้างกำลังใจให้ผู้ที่ลงมือดูแลป่า รักษาน้ำ ปกป้องดิน และคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่ ที่สำคัญคือการจุดประกาย ส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนอีกมากมายที่พร้อมจะลุกขึ้นมาสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น
และด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โครงการนี้ได้ยกระดับสู่ “สถาบันลูกโลกสีเขียว” ในปี 2553 เพื่อขยายผลความร่วมมือด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา สถาบันลูกโลกสีเขียวได้สร้างผลงานรวมทั้งสิ้น 858 ชิ้นงาน ก่อร่างสร้างเครือข่ายกว่า 5,000 คนทั่วประเทศ ที่ร่วมกันดูแลและขยายพื้นที่ป่าสะสมกว่า 2.47 ล้านไร่ นอกจากนี้ยังร่วมสนับสนุนนโยบายและกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562, การกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการจัดการทรัพยากรในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงและขยายเครือข่ายการจัดการทรัพยากรในวงกว้าง

เมื่อโลกเปลี่ยน คนต้อง “ปรับเปลี่ยน เรียนรู้”
ปีนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ได้ตอกย้ำให้มนุษย์ทุกคนต้องตระหนักถึงความจำเป็นในการ “ปรับเปลี่ยน เรียนรู้ สู่ความยั่งยืน” แม้แต่ชุมชนที่เคยได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ซึ่งมีความเข้มแข็งทั้งจากภายในและมีพันธมิตรภายนอกที่แข็งแกร่ง ก็ยังต้องเผชิญกับผลกระทบนี้
แนวคิดหลักของปีนี้จึงเน้นย้ำถึงการ “ปรับเปลี่ยน” วิธีคิด วิถีชีวิต และ “เรียนรู้” พร้อมเปิดรับองค์ความรู้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตได้อย่าง “ยั่งยืน”
“ดิน น้ำ ลม ไฟ” คือชีวิต
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการสถาบันลูกโลกสีเขียว ได้กล่าวถึงความสำคัญของ “สีเขียว” อย่างลึกซึ้งว่า ป่าไม้ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือปัจจัยของชีวิตที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก แต่วันนี้มนุษย์ได้ทำลาย ใช้ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างบ้าคลั่ง ทุกอย่างต้องการความร่ำรวย ความมั่งคั่ง ทำลายจนสิ้น พร้อมกับย้ำเตือนถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ทรัพยากรโลกกำลังลดน้อยลงสวนทางกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น

“23 ปีมาแล้วที่สถาบันลูกโลกสีเขียวพยายามที่จะปลุกเร้าจิตสำนึกที่จะรักษาดิน น้ำ ลม ไฟ เพื่อส่งต่อให้ลูกหลานของเรา เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป น่าดีใจว่า เราได้รับตัวอย่างที่ดี ลุกขึ้นมารักษาป่า รักษาชีวิต รักษาดิน ทุกอย่างถึง 800 ตัวอย่างด้วยกัน”
ท่านยังได้ฝากความหวังว่า ตัวอย่างที่ดีเหล่านี้จะแพร่ขยายจิตสำนึกออกไปให้กว้างขวาง เพราะอัตราการทำลายทรัพยากรนั้นสูงมาก หากเราไม่รีบลงมือทำ อนาคตจะไม่มีคำว่ายั่งยืนอีกต่อไป
“การให้รางวัลนี้ถือเป็นการให้กำลังใจชุมชน เพื่อให้เขามีความภาคภูมิใจในงาน เหนือสิ่งอื่นใดอยากให้สื่อออกไปให้คนอื่นเกิดความเข้าใจถึงความสำคัญของธรรมชาติ ของประเทศชาติ แผ่นดิน ว่าจำเป็นต่อชีวิตของเรา จะได้ลุกขึ้นมารักษา ไม่ใช่ทำลายอย่างทุกวันนี้”
ด้าน นายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. ได้ตอกย้ำว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี รางวัลลูกโลกสีเขียวเป็นเวทีสำคัญที่ยกย่องผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป็นแรงบันดาลใจที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวและการเรียนรู้

“ปีนี้จัดขึ้นภายใต้ความคิดของการปรับเปลี่ยนเรียนรู้สู่ความยั่งยืน เตือนใจให้ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับตัวอย่างจริงจังในทุกภาคส่วน ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และองค์กร เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและสิ่งแวดล้อมที่เรากำลังเผชิญ”
นายวุฒิกรยังได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรว่า “ปตท. เชื่อมั่นว่าพลังงานและสิ่งแวดล้อมต้องก้าวไปด้วยกันอย่างสมดุล ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ปตท. จึงสนับสนุนรางวัลลูกโลกสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เพราะมองเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ แล้วก็มีการปรับตัวที่ไม่หยุดนิ่งเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของโลก”
16 ผลงานแห่งความมุ่งมั่น
สำหรับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 23 มีผลงานที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 16 รางวัล แบ่งเป็น 4 ประเภท เริ่มจาก ประเภทชุมชน 6 ผลงาน ได้แก่ ชุมชนบ้านหาดปู่ด้าย ต.นาแส่ง อ.เกาะคา จ.ลำปาง, ป่าชุมชนบ้านเขาดิน ต.วังน้ำลัด อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์, ชุมชนตำบลตะกาง ต.ตะกาง อ.เมืองตราด จ.ตราด, ป่าชุมชนโคกคึมม่วง บ้านนามะเฟือง ต.นามะเฟือง อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู, ป่าชุมชนหมู่บ้านทับทิมสยาม 07 ต.บักดอง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ และกลุ่มสะพานไม้บานา ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี

ประเภทกลุ่มเยาวชน 4 ผลงาน ได้แก่ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ, กลุ่มเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม โรงเรียนน้ำสวยวิทยา ต.สระใคร อ.สระใคร จ.หนองคาย, กลุ่มเยาวชนรักษ์ป่าโรงเรียนกาบเชิงวิทยา ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และกลุ่มเยาวชนรักษ์อ่าวทุ่งนุ้ย ชุมชนบ้านหลอมปืน ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล

ประเภท “สิปปนนท์ เกตุทัต” รางวัลแห่งความยั่งยืน 3 ผลงาน ได้แก่ ชุมชนบ้านห้วยหาด ต.อวน อ.ปัว จ.น่าน, ชุมชนบ้านซำหวาย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และชุมชนบ้านไหนหนัง ต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่

ประเภทงานเขียน 3 ผลงาน รางวัลดีเด่น “ศพของเพื่อนส่งกลิ่นทั่วท้องทะเล” โดย พิเชษฐ์ เบญจมาศ และ 2 รางวัลชมเชย มี “เฟรมผ้าใบที่ไม่ได้จัดแสดง” โดย รสสุคนธ์ สารทอง กับ “กว่างนอกสังเวียน” โดย พวงเพชร สุพาวาณิชย์

บทเรียนจากผู้สร้างโลกสีเขียว และเวทีเสวนาแห่งอนาคต
ภายในงาน ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว การเดินช้อปสินค้าคุณภาพจากชุมชนเครือข่ายลูกโลกสีเขียวทั่วประเทศ รวมถึงการบรรยายพิเศษ “บทเรียนจากคนที่ทำให้โลกกลายเป็นสีเขียว” โดย ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารและผู้ก่อตั้งนิตยสารออนไลน์ The Cloud

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหัวข้อ “การปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ได้แก่ นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, พ่อหลวงปรีชา ศิริ ผู้นำชุมชนห้วยหินลาดใน จังหวัดเชียงราย และ นางสาวกุลวดี จันทรปาน ผู้จัดการสถาบันลูกโลกสีเขียว
รวมถึงเวทีเสวนาลานภาคที่เปิดโอกาสให้เครือข่ายจากภาคต่างๆ ได้มาล้อมวงพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ของการได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ การแก้ไข และแนวทางการรับมือในอนาคต

งานมอบรางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งที่ 23 จึงไม่เพียงเป็นการเชิดชูความพยายามของผู้ที่ลงมือทำ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำเตือนให้ทุกคนเห็นถึงความจำเป็นในการ “ปรับเปลี่ยน เรียนรู้ สู่ความยั่งยืน” เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทยและโลกใบนี้