ภัยเงียบใกล้ตัว “บ้านหมุน” อันตรายต่อการใช้ชีวิต แพทย์ชี้พบมากขึ้นหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว

ลุกขึ้นจากเตียงแล้วรู้สึกเวียนศีรษะ หันหน้าไปทางซ้ายแล้วมองเห็นสิ่งรอบตัวหมุนรอบ หรือการก้มลงเก็บของที่พื้นแล้วรู้สึกเหมือนโลกแกว่งไปมา อาการเหล่านี้คุ้นเคยกันบ้างไหม หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่อาการเวียนหัวธรรมดาที่พอหายใจลึกๆ หรือนั่งพักสักครู่ก็จะดีขึ้น แต่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคบ้านหมุน” ที่ไม่ควรมองข้ามในชีวิตประจำวัน อาการบ้านหมุนสามารถทำให้หลายคนต้องยกเลิกการนัดหมายสำคัญ ไม่กล้าขับรถ หรือแม้แต่การเดินขึ้นลงบันไดก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หลายคนต้องหยุดการออกกำลังกาย งดเล่นกีฬาที่ชื่นชอบ หรือแม้แต่กิจกรรมง่ายๆ อย่างการดู TV บนเตียงก็ทำไม่ได้เพราะกลัวอาการกำเริบหลังจากเกิดแผ่นดินไหวในระยะที่ผ่านมา สถานการณ์ยิ่งน่าสนใจขึ้น เมื่อคลินิกหูคอจมูกต่างๆ รายงานว่า ผู้ป่วยที่มาตรวจอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การสั่นสะเทือนอาจเป็นตัวกระตุ้นให้หินปูนเล็กๆ ในหูชั้นในเคลื่อนออกจากตำแหน่ง กลายเป็นต้นเหตุของปัญหาที่รบกวนชีวิตได้นานหลายเดือน

เพื่อทำความเข้าใจโรคบ้านหมุนให้มากขึ้น ชวนไปพูดคุยกับ พญ. เกศริน กิตติวรรณวงศ์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคหู โสตประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ หนึ่งในแพทย์ที่ร่วมบรรยายให้ความรู้บนเวที Highlight Talk: “ทรงตัวให้ไหว หยุดภัยโรคบ้านหมุน” ภายในงาน Thailand Healthcare 2025 “A Better Life: สร้างสุขทุกช่วงวัย” ซึ่งจัดโดยเครือมติชน โดย พญ. เกศริน ได้ให้ข้อมูลเชิงวิชาการพร้อมคำแนะนำในการดูแลและฟื้นฟูผู้ที่มีภาวะเวียนศีรษะหรือบ้านหมุน โรคที่แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถบั่นทอนคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

เข้าใจ “บ้านหมุน” ให้ถูกต้อง

อาการบ้านหมุน (Vertigo) คือความรู้สึกเวียนศีรษะแบบพิเศษที่ทำให้เห็นสิ่งรอบตัวหมุน หรือรู้สึกว่าร่างกายตัวเองหมุน ซึ่งแตกต่างจากอาการเวียนหัวทั่วไปหรือปวดศีรษะ โดยสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของระบบการทรงตัวในร่างกาย ที่ประกอบด้วยการทำงานร่วมกันของ 3 ระบบ ได้แก่ สายตา หูชั้นใน และกล้ามเนื้อข้อต่อและเอ็นต่างๆ หากระบบใดระบบหนึ่งมีความผิดปกติ หรือทำงานร่วมกันได้ไม่ดี ก็อาจนำไปสู่อาการบ้านหมุนได้

พญ. เกศริน อธิบายว่า อาการบ้านหมุนพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และไมเกรน อีกทั้งพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การลุกนั่งเร็วๆ การนอนตะแคงด้านเดียวซ้ำๆ รวมถึงการใช้ชีวิตที่เคร่งเครียด พักผ่อนไม่พอ หรือแม้แต่การกระแทกศีรษะก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน

โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน และสาเหตุที่พบบ่อย

หนึ่งในสาเหตุของบ้านหมุนที่พบบ่อยที่สุดคือ “โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน” (Benign Paroxysmal Positional Vertigo – BPPV) ซึ่งมักเกิดจากการที่หินปูนเล็กๆ ในหูชั้นในหลุดจากตำแหน่งเดิม และเคลื่อนเข้าไปในท่อรับการทรงตัว หินปูนที่หลุดนี้จะตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของศีรษะในทิศทางต่างๆ ส่งผลให้รู้สึกเวียนศีรษะหรือบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่า เช่น หันซ้าย-ขวา ก้ม-เงย หรือพลิกตัวขณะนอนแม้โรคนี้จะไม่ใช่โรคที่รุนแรงถึงชีวิต แต่ก็สร้างความไม่สะดวกต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก ผู้ป่วยบางรายไม่กล้านอนตะแคง ไม่กล้าหันหัวเร็วๆ หรือไม่สามารถเล่นกีฬาที่ชื่นชอบได้ แต่ข่าวดีคือ โรคนี้สามารถหายขาดได้ หากได้รับการรักษาและฝึกบริหารร่างกายอย่างเหมาะสม

วิธีรักษาและฟื้นฟูให้หายจากบ้านหมุน

การรักษาโรคบ้านหมุนขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ ซึ่งบางรายอาจรักษาหายได้ด้วยการทำกายภาพบำบัดเฉพาะทาง เช่น การปรับท่าทางของศีรษะ (Repositioning Maneuvers) และการออกกำลังกายระบบการทรงตัวโดยเฉพาะ เช่น การหันหน้าไปมาซ้ำๆ การเดินตรงๆ การลุกนั่งซ้ำๆ ซึ่งจะช่วยฝึกให้หูชั้นในทำงานได้ดีขึ้น เหมือนกับการเล่นกล้ามที่ต้องทำสม่ำเสมอเพื่อให้แข็งแรง
นอกจากนี้ แพทย์ยังแนะนำให้นอนหนุนหมอนให้สูงในช่วงที่อาการรุนแรง (ประมาณ 2 สัปดาห์ – 1 เดือน) หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงด้านเดิม รวมถึงหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจกระตุ้นให้หินปูนเคลื่อนซ้ำ ผู้ที่ไม่ชอบท่าบริหารแบบเดิมซ้ำๆ อาจเลือกวิธีออกกำลังกายที่ชอบ เช่น โยคะ พิลาทิส หรือกีฬาเบาๆ ที่ช่วยฝึกการเคลื่อนไหวของศีรษะ เพื่อให้ระบบการทรงตัวกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

บ้านหมุนไม่อันตราย…แต่ควรรีบรักษา

แม้บ้านหมุนส่วนใหญ่จะไม่เกี่ยวข้องกับโรคที่รุนแรง แต่ก็มีบางกรณีที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น หากมีอาการแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว หรือมองเห็นภาพซ้อน อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางระบบประสาทหรือสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ซึ่งต้องพบแพทย์โดยด่วน
“บ้านหมุนที่ไม่ได้เกี่ยวกับสมองมักไม่อันตราย แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก หากปล่อยไว้ อาการอาจเรื้อรังจนส่งผลให้ต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เคยทำได้ในชีวิตประจำวัน” พญ. เกศริน เน้นย้ำสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การรักษาอาการให้หาย แต่คือการหันกลับมาดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างองค์รวม เพราะร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่สมดุล คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของโรคในอนาคต
อาการบ้านหมุนอาจดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่กิจกรรมประจำวันต้องหยุดชะงัก หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับโรคนี้ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ เพราะการรักษาที่ตรงจุดแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญที่จะพาคุณกลับไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ได้อีกครั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน