ในงานประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ ครั้งที่ 3”
คนพิการมีโอกาสอย่างแท้จริงหรือไม่? ในโลกแห่งความเท่าเทียม โอกาสในการทำงานของคนพิการยังคงถูกตั้งคำถาม ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายกลุ่มเฉพาะ จัดงานประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ ครั้งที่ 3 ” ภายใต้แนวคิด “รวมพลังหุ้นส่วนสุขภาวะ ก้าวไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม” ในกิจกรรมห้องย่อยที่ 4 : หนึ่งโอกาส เปลี่ยนชีวิตได้ ไม่สิ้นสุด

โดยมีตัวแทนคนพิการต้นแบบ มาถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับโอกาสทางการศึกษาและการทำงานที่ได้รับ ในหัวข้อ “เปลี่ยนมุมคิด เปิดประตูโอกาส” นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากภาครัฐและภาคประชาสังคมร่วมวงเสวนา “เสียงที่ภาครัฐอยากให้ได้ยิน : การจ้างงานคนพิการกับภาครัฐ” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการจ้างงานคนพิการ ณ ห้องแซฟไฟร์ 204 -205 อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล ประธานมูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการว่า ทางมูลนิธิได้ร่วมมือกับภาคีที่หลากหลาย จัดทำกิจกรรม อาทิ สวนบำบัดและดนตรีบำบัด ให้แก่เด็กพิการ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคม ในส่วนของการศึกษาก็มีโครงการ “เด็กพิการเรียนไหนดี” เพื่อช่วยแนะแนวการศึกษาแก่น้องๆ มัธยมฯ ให้พบกับมหาวิทยาลัยที่เปิดรับเด็กพิการ นอกจากนี้ยังมีโครงการ “Inclusive Workplace (IW)” โดยมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม คอยแนะแนวเพื่อให้เด็กพิการกลุ่มนี้มีความพร้อมในการทำงาน
“เมื่อมีความพร้อมแล้ว จบไปมีงานทำแน่นอน ทางมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมมุ่งมั่นในการผลักดันเรื่องการสร้างอาชีพและโอกาสให้แก่ผู้พิการ ร่วมกับภาคีเครือข่ายมากกว่า 400 องค์กร และองค์กรสาธารณประโยชน์กว่า 2,000 องค์กร ทำให้ปัจจุบันทางเราได้สร้างโอกาสในการทำงานกว่า 50,000 อัตรา ฉะนั้น สิ่งที่ภาคีทำคือการสร้างโอกาส อยู่ที่ว่าพวกเราจะออกไปคว้ามันไหม” ฉัตรชัย กล่าว

ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย กล่าวว่า เราเชื่อว่าถ้าไม่มีกฎหมายรองรับ ทุกอย่างจะไปไม่ได้ จึงได้ริเริ่มดำเนินการเรื่องกฎหมายคนพิการ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนชุดความคิดของคนในสังคม คนพิการก็คือมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อตัดคำว่าพิการออกเขาก็เป็นคนที่มีศักยภาพ แม้ว่าจะมีการจ้างงานคนพิการ แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่คือ เรื่องการประกาศจ้างงานโดยระบุประเภทความพิการ ควรเปลี่ยนมาจ้างตามศักยภาพแทน และเรื่องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การทำงาน ซึ่งกำลังดำเนินการและต้องการความร่วมมือจากภาครัฐในเรื่องนี้ด้วย
“ปัจจัยความสำเร็จของนโยบายการจ้างงานคนพิการ คือการให้อำนาจหน่วยงานไปปรับระเบียบให้ยอมรับความหลากหลายของคนพิการ และเรื่องการจัดการต่างๆ ที่เราจะสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยเฉพาะภาครัฐที่ควรดันนโยบายการจ้างงานคนพิการให้เป็นจริง” ชูศักดิ์ เสริม

ณิชกานต์ กวีวรญาณ หรือ ขิม ผู้พิการทางสายตา บุคคลต้นแบบที่ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในตำแหน่งผู้ประสานงานด้านผู้พิการ (Disability Focal Person) กล่าวว่า มีคนพิการจำนวนไม่น้อยที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ซึ่งตัวเธอเองไม่ใช่คนเก่งภาษาอังกฤษมาตั้งแต่แรก แต่เธอมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น จึงตั้งใจฝึกฝน และอยากให้กำลังใจน้องๆ ที่กำลังฝึกภาษาอังกฤษอยู่ว่าอย่าท้อ เพราะภาษาอังกฤษเป็นทักษะแรกๆ ที่นายจ้างมองหา และเป็นทักษะที่ทำให้ตัวเธอได้เข้ามาทำงานที่ UNDP หลังจากฝึกงานกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม
ขิม เล่าย้อนถึงชีวิตการเรียนว่า แม้คนพิการจะสามารถเรียนฟรีตามกฎหมาย แต่การเข้าถึงยังคงจำกัด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สื่อการสอน หรือทัศนคติของครู หลังจบจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอได้ทุนศึกษาต่อที่ University of Liverpool ประเทศอังกฤษ และพบว่า หากทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อทุกคน นักศึกษาพิการก็สามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ เมื่อกลับไทยเธอได้ร่วมงานกับเพื่อนผู้พิการหลายประเภท จึงตระหนักได้ว่า ความพิการคืออัตลักษณ์ ไม่ใช่อุปสรรค พร้อมผลักดันให้สังคมร่วมออกแบบกิจกรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้ เช่น การท่องเที่ยว เพื่อเติมเต็มให้กันอย่างเท่าเทียม
“การสร้างสังคมที่ครอบคลุมคนพิการไม่ใช่สิ่งที่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก หากเราลงมือทำ การสร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกคนไม่ใช่เรื่องของการสงสารหรือการทำบุญ แต่คือการสร้างพื้นที่ให้ทุกคนสามารถมีสิทธิ มีเสียง และมีคุณค่า ไม่ใช่การทำเพื่อใครบางกลุ่ม แต่เป็นการทำเพื่อเราทุกคน” ณิชกานต์ ทิ้งท้าย