เมื่อการมี ‘สติ’ คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงสานพลังความร่วมมือภาคีเครือข่าย ประกาศเปิดฤดูกาลฝึกสติอย่างเป็นทางการ ผ่านแคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษา 2568 พร้อมจุดประกายความเปลี่ยนแปลงภายใต้แนวคิด ‘มีสติ มีสุข ทุกโอกาส’ ด้วยกิจกรรมที่เข้าถึงผู้คนในทุกมิติ ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยเริ่มต้นจากเวทีแถลงข่าวออนไลน์-ออนไซต์ เชื่อมโยงเสียงแห่งความตั้งใจจากทั่วประเทศ

ภายในงาน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. พูดถึงคำกล่าวที่ว่า ‘การดื่มเหล้าไม่ใช่ทางออก แต่มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่า’ ข้อความนี้สะท้อนความจริงที่คนจำนวนมากเริ่มตระหนัก และเลือกใช้ช่วงเข้าพรรษาเป็นโอกาสในการหยุดพักจากพฤติกรรมที่บั่นทอนชีวิต ผนวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว การลด-ละ-เลิกเหล้า จึงกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ไม่เพียงแต่กับสุขภาพ หรือกระเป๋าเงิน ทว่ายังส่งผลดีต่อครอบครัวและสังคมโดยรวม

“ข้อมูลจากงานวิจัยยังระบุว่า การดื่มในระดับสูงถึง 6 ดริงก์ต่อวัน อาจทำให้อายุเฉลี่ยสั้นลงถึง 6 ปี ซึ่งในทุกๆ 1 แก้วที่ดื่ม เท่ากับการลดทอนชีวิตไป 30 นาที อาจดูไม่สำคัญในวันนี้ แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่เราอยากอยู่กับคนที่รักให้นานที่สุด เราจะเห็นคุณค่าของเวลาทุกนาทีอย่างลึกซึ้ง เพียงแค่หยุดดื่ม 3 เดือน ก็อาจต่ออายุให้เราอีกหลายปี และมอบคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติกลับคืนมา” นพ.พงศ์เทพ เผย

ขณะเดียวกัน นพ.พงศ์เทพ ได้เผยข้อมูลโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา โดย สสส. พบว่ามีคนไทยเข้าร่วมกว่า 13 ล้านคน ในจำนวนนี้งดตลอดพรรษาถึง 7.6 ล้านคน รวมถึงอีกกว่าครึ่งตั้งใจลดหรือเลิกดื่มต่อหลังพรรษา ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับ ร้อยละ 48 สุขภาพดีขึ้น และร้อยละ 40 มีเงินเก็บมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 73 ได้รับประโยชน์อย่างน้อยหนึ่งด้าน ทั้งสุขภาพกาย ใจ และการเงิน ที่สำคัญช่วยลดภาระเศรษฐกิจกว่า 10,000 ล้านบาท เห็นได้ชัดว่าข้อมูลเหล่านี้ต่างสะท้อนให้เห็นถึงพลังของสังคมไทยที่ใช้ศรัทธา-วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสร้างสุขอย่างยั่งยืน
เพื่อตอกย้ำการเป็นองค์กรเพื่อสุขภาวะ สสส. จึงเตรียมขยายแนวทางรณรงค์งดเหล้าไปยังเทศกาลอื่นๆ เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกศาสนา ได้เริ่มดูแลสุขภาพและความสัมพันธ์รอบตัว โดยใช้การลดละเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจุดตั้งต้น นับได้ว่าแคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษาไม่เพียงชวนหยุดดื่ม แต่ชวนกลับมารู้จักสติ ซึ่งคือเพื่อนที่ดีที่สุดของชีวิต นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ดีต่อกาย ใจ ตลอดจนสังคมอย่างแท้จริง
ชูแนวคิด ‘มีสติ มีสุข ทุกโอกาส’

ด้าน นายธีระ วัชรปราณี ผอ. สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เผยถึงความโดดเด่นของการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาในปีที่ 23 คือ การวางกรอบแนวคิด ‘งดเหล้า = ฝึกสติ’ ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งยังเป็นปีที่ให้ความสำคัญกับการทำงานกับภาคีเครือข่ายในระดับภาครัฐ เอกชน ชุมชน และสถานศึกษา ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยปีนี้มีภาคีร่วมรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาเพิ่ม 6,050 แห่ง
อาทิ ภาครัฐ ในระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ไม่เพียงมีบทบาทด้านนโยบาย แต่ยังเป็นแบบอย่างในชุมชน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้สนับสนุนให้สถานประกอบการกว่า 200 แห่งเป็นพื้นที่ปลอดเหล้าอย่างเป็นระบบ ด้าน ภาคเอกชน อย่าง ธ.ก.ส. ก็ร่วมสร้างวัฒนธรรมองค์กรสุขภาพดี พร้อมขยายกิจกรรมสู่เกษตรกรทั่วประเทศผ่านระบบลงทะเบียนและประกาศเกียรติคุณ ชุมชนท้องถิ่น โดยโครงการคนสู้เหล้ากว่า 1,000 จุดทั่วประเทศช่วยติดตามผู้ต้องการเลิกดื่มอย่างใกล้ชิด
และที่ขาดไม่ได้ คือ ภาคการศึกษา เพราะเด็ก-เยาวชนมีบทบาทในการเตือนสติผู้ใหญ่ในครอบครัวได้อย่างทรงพลัง ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา เช่น โครงการ ‘โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า’ เปิดโอกาสให้เด็กส่งจดหมายขอพ่อแม่เลิกเหล้า ทั้งยังช่วยเชื่อมใจคนในครอบครัวให้เข้าใจกันมากขึ้น สะท้อนว่าเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดเหล้า ผลที่ได้จึงไม่ใช่แค่ลดการดื่ม แต่ยังซ่อมแซมชีวิต-ความสัมพันธ์ในสังคมได้อีกทางหนึ่ง
“ด้วยการเตรียมการอย่างรอบด้านในปีนี้ และการมีภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทำให้เราเชื่อมั่นว่า แคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษาปีที่ 23 จะสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าที่เคย โดยในปีที่ผ่านมา สามารถเข้าถึงประชาชนได้กว่า 3 ล้านคน คาดหวังว่าในปีนี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น รวมถึงสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้กับประชาชนได้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายในปัจจุบัน”
เปิดโมเดลต้นแบบโรงเรียนปลอดเหล้า
ทั้งนี้ ภายในงานยังได้เปิดตัว 9 โมเดลบุคคลต้นแบบจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่พระสงฆ์ นายอำเภอ ครู ตำรวจ ไปจนถึงผู้นำชุมชน ที่ลุกขึ้นเปลี่ยนพื้นที่ของตนให้ปลอดเหล้า พร้อมจุดประกายให้สังคมเห็นว่าการเลิกเหล้าไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่คือจุดเริ่มของการดูแลใจ ครอบครัว และชุมชน โดยหนึ่งในโมเดลพื้นที่ต้นแบบ คือ โรงเรียนวัดสระแก้ว ภายใต้เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน – นครศรีธรรมราช

นางวนิดา บุญมั่น ผอ. โรงเรียนวัดสระแก้ว เล่าว่า เพราะเชื่อในพลังของเด็กเป็นตัวแปรเปลี่ยนใจพ่อแม่ โรงเรียนจึงใช้แนวคิด ‘โพธิสัตว์น้อย ลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า’ ส่งเสริมให้เขียนจดหมายสื่อรัก ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจและเห็นผลจริง พ่อแม่สามารถลด ละ เลิกเหล้าได้ โรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่ให้ความรู้ แต่คือศูนย์กลางการพัฒนาคน สร้างภูมิคุ้มกันชีวิต และแก้ปัญหาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ยังบูรณาการกิจกรรมการเรียนการสอนทุกกลุ่มสาระวิชาร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น กิจกรรมอะไรช่อนอยู่ในขวด ได้ทดลองนำตับไก่แช่เหล้า เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงโทษภัยของเหล้า และสื่อสารไปยังผู้ปกครองว่าตับมีลักษณะอย่างไรเมื่อถูกแช่อยู่ในเหล้า ควบคู่กับการปลูกฝังทักษะเยาวชนให้เติบโตมาอย่างเข้าใจพิษภัยสุรา

นางวนิดา ทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนโรงเรียนปลอดเหล้าเริ่มต้นจากพลังของเด็ก ครอบครัว ชุมชน และความร่วมมือจาก บวร (บ้าน วัด และโรงเรียน) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมใหม่ สอดคล้องกับแนวทางของ สสส. ที่ไม่ได้มองว่าโรงเรียนปลอดเหล้าเป็นเพียงโครงการ แต่คือจุดเริ่มต้นของสังคมที่น่าอยู่และมีสติในทุกช่วงชีวิต