แน่นแฟ้นกว่าคำว่า ‘มิตรภาพ’ และลึกซึ้งกว่าสายสัมพันธ์ทางการทูต คือภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ไทย-จีนที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน ซึ่งถูกนำมาร้อยเรียงอย่างงดงามในงาน ‘Thai–Chinese Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน’ เทศกาลวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นโดย สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ ศิลปวัฒนธรรม และ เส้นทางเศรษฐี เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ปี 2568
ตลอด 3 วันของการจัดงาน ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม 2568 ณ True Digital Park ผู้เข้าร่วมงานต่างได้สัมผัสพลังของมิตรภาพที่ไม่ได้เริ่มต้นเพียงเมื่อห้าทศวรรษก่อน แต่ย้อนกลับไปไกลถึงกว่า 600 ปี นับตั้งแต่ยุคสำเภาจีนล่องทะเลมาค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยา ความสัมพันธ์ทางการค้าในวันวานได้แปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันทางวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น จนหล่อหลอมกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ไทย ไม่ว่าจะเป็นภาษา อาหาร ความเชื่อ หรือสถาปัตยกรรมที่เรายังเห็นอยู่จนถึงวันนี้

หนึ่งในจุดเด่นของงาน Thai-Chinese Golden Fest 2025 ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือ นิทรรศการ ‘จีนไทย ก้าวไปด้วยกัน’ ซึ่งถ่ายทอดพัฒนาการความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีนตลอด 50 ปีอย่างเข้มข้น และเปิดภาพอนาคตร่วมกันในยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความร่วมมือหลากหลายมิติ
นิทรรศการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘ผูกพัน-มั่นใจ-ก้าวไปด้วยกัน’ นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศในปี พ.ศ. 2518 ไล่เรียงถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ที่สะท้อนถึงความมั่นคงและแน่นแฟ้น
นอกจากการย้อนอดีต นิทรรศการยังชี้ให้เห็นโอกาสในอนาคตผ่าน ‘12 เส้นทางสร้างโอกาส’ ซึ่งครอบคลุมสาขาสำคัญ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า เกษตรอัจฉริยะ พลังงานสะอาด สมาร์ทซิตี้ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงโครงการความร่วมมือระหว่างบริษัทไทยกับจีนในหลากหลายอุตสาหกรรม

ความเข้มข้นของงานยังต่อยอดสู่เวทีเสวนาซึ่งจัดขึ้นตลอด 3 วัน ด้วย 3 ธีมหลัก ที่พาผู้ฟังเปิดโลกทัศน์ใหม่ เข้าใจจีนให้ลึกขึ้นและเข้าใจไทยในอีกมุมที่ไม่เคยรู้ โดยเฉพาะการเสวนาในหัวข้อ ‘ไทย “ไม่มา” จากจีน แต่จีน “มา” จัดการไทย’ ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วม โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ นักหนังสือพิมพ์และผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ได้กล่าวอย่างน่าสนใจถึงบทบาทของสยามในการควบคุมเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรมลายู ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายทางทะเลของจีนในอดีต โดยมีสุพรรณภูมิเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์อันเก่าแก่ระหว่างสองแผ่นดิน

สุจิตต์ วงษ์เทศ นักหนังสือพิมพ์และผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม
สุจิตต์ เล่าว่า บทบาทสำคัญของชาวสยามคือการควบคุมเส้นทางการค้าทางบกและข้ามคาบสมุทรมลายู ด้านจีนที่กำลังขยายเส้นทางการค้าทางทะเลมาถึงบริเวณอ่าวไทย เพื่อทดแทนการค้าทางบก เส้นทางสายไหม พบปัญหาว่าช่องแคบมะละกาเต็มไปด้วยโจรสลัด จึงอยากใช้เส้นทางบกข้ามคาบสมุทรที่สยามคุมอยู่ ซึ่งจีนคุ้นเคยกับพวกสยามแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง หรือที่เรียกว่า ‘เสียน’ อันมีศูนย์กลางที่เมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) อยู่แล้ว
จีนจึงหนุนสยามเมืองสุพรรณฯ ให้ ‘เจ้านครอินทร์’ โอรสขุนหลวงพระงั่วแห่งสุพรรณบุรี ไปเมืองจีนถึง 2 ครั้ง และส่งเสริมให้เข้ายึดอำนาจอยุธยาจากราชวงศ์ละโว้ซึ่งปกครองอยุธยาอยู่ในขณะนั้น โดยเจิ้งเหอส่งทัพเรือเข้ามาสนับสนุน พอราชวงศ์สุพรรณภูมิปกครองอยุธยาได้อย่างมั่นคง ก็ ‘จิ้มก้อง’ ให้จีนอย่างสม่ำเสมอนับแต่นั้น
“จีนต้องการเมืองขึ้น เราไม่ได้ว่าอะไร แต่ไม่พูดกันตรงๆ ว่า ‘จิ้มก้อง’ ไม่ต่างจากการเป็นเมืองขึ้น เพราะเสียหน้า ตั้งแต่อดีตเรารับวิทยาการจากจีนเยอะมาก ความเป็นไทยที่เราอวดกันนักหนา จริงๆ เรารับจากเขามา มาตราชั่ง ตวง วัด รับมาจากจีน อาหารไทยที่ใช้กระทะเหล็กก็เทคโนโลยีจากจีน”

ศิลา พีรวัฑฒึก หรือ ‘พ่อมด TikTok’
อีกช่วงที่สร้างความคึกคักบนเวทีคือทอล์กพิเศษ ‘TikTok Revolution: พลังครีเอเตอร์ที่เปลี่ยนโลกและวัฒนธรรมป๊อป’ โดย ศิลา พีรวัฑฒึก หรือ ‘พ่อมด TikTok’ ที่มาร่วมเปิดมุมมองการตลาดยุคใหม่ผ่านวิดีโอสั้น พร้อมเล่าประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตจากการเข้าใจการ ‘เข้าถึง’ คนดู
ศิลา เล่าว่า ตนเป็นเจ้าของโซเชียลมีเดียที่มีคนตาม 5 ล้านคน คอนเทนต์ของตนคือ ชอปเปอร์เทนเมนต์ คือ ชอปปิง+เอนเตอร์เทนเมนต์ จำไว้ว่าโลกยุคปัจจุบันต้องทำโฆษณาให้ไม่เป็นโฆษณา พูดง่ายๆ คือทำให้เป็นละครคุณธรรม Reach is Rich การเข้าถึง คือความมั่งคั่ง ใครเข้าถึงได้มาก คนนั้นมีโอกาสรวยกว่า
“ลองยกตัวอย่างให้เลือกว่าระหว่างมีเงิน 1 ล้านบาท กับมีคนฟอล 1 ล้านคนจะเลือกอะไร แน่นอนว่าล้านฟอลทำเงินได้เยอะกว่า เพราะการเข้าถึงคือเงินทอง ช่วงที่ผ่านมามีคนเข้าถึงโซเชียล 61 ล้านครั้ง เกือบเท่าประชากรในประเทศไทย ถ้าคุณมาจ้างผมลงโฆษณา คนจะเข้าถึงด้วยยอดนี้ ดีกว่าป้ายบิลบอร์ดบนทางด่วนอีก
“โลกตอนนี้คือวิดีโอ การที่เราจะทำคอนเทนต์ให้สำเร็จต้องเข้าใจลูกค้า คนดู ช็อตวิดีโอคือเกมจับคู่ สิ่งที่คุณชอบ เวลาที่คุณเสิร์ช เขาจะรู้ว่าคุณต้องการอะไร ยุคนี้วิดีโอแนวตั้งช่วยอะไรบ้าง 1. เพิ่มการรับรู้ โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแพง 2. สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า 3. เพิ่มช่องทางการขายโดยตรง 4. สร้างตัวตนให้จดจำ 5. เปิดโอกาสสู่รายได้ใหม่”

ณชา จึงกานต์กุล เจ้าของแบรนด์ KUNNA
เวทีเสวนายังขยายมุมมองสู่ภาคธุรกิจในหัวข้อ ‘Brands Go China: บุกจีนให้ปัง ธุรกิจไทยต้องรู้’ โดย 2 นักธุรกิจรุ่นใหม่ ณชา จึงกานต์กุล เจ้าของแบรนด์ KUNNA และ พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ผู้ก่อตั้ง Smart ID Group ซึ่งมาเผยเคล็ดลับบุกตลาดจีนแบบเจาะลึก
ณชา ให้ข้อมูลว่า สินค้าตัวแรกของคันนา คือ ลูกเดือยอบกรอบปรุงรส สามารถขึ้นพารากอนได้ แต่หลังจากนั้นถึงได้เรียนรู้ในสิบปีแรกที่นำไอเดียจากจีนมาขาย ดันไปถูกต้องใจกับนักท่องเที่ยว ทำให้เราตั้งคำถามว่า หากเขาจะเป็นลูกค้าในอนาคต เขาจะยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเราด้วยอะไร
“สิ่งที่ทำให้จับใจลูกค้าจีนได้ ต้องตอบโจทย์ ถูก เร็ว ดี การทำดีซ้ำๆ จนเกิดการบอกต่อเป็นสิ่งสำคัญมาก แม้ในกลุ่มโซเชียล วีแชท ก็ต้องใส่ภาษาจีนเข้าไปให้ถึง
“ข้อแนะนำของการทำธุรกิจในจีน สิ่งควรระวังคือ ลิขสิทธิ์ ต้องจดทะเบียนชื่อแบรนด์ให้ครอบคลุม และการเข้าใจคนจีนว่าทุกสิ่งคือรางวัลของเราเสมอ เวลาไปจีนอยากให้ไปเพื่อเรียนรู้และปรับตัว”

พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ผู้ก่อตั้ง Smart ID Group
ด้าน พิชเยนทร์ เสริมว่า อยากให้มองว่า จีนคือโอกาส เพราะมีการเปิดโอกาสตัวเองและสร้างงานจนกลายเป็น HUB ของคุณได้ อย่างแรกเราต้องเก่งในสินค้าของเราก่อน เพื่อกำหนดทิศทางของธุรกิจ คนจีนที่มองไกลมีเยอะมาก และต้องหาให้เจอ เขาจะช่วยดูแลความสัมพันธ์ให้ดีมากๆ ไม่ตีหัวเข้าบ้าน หากมีพาร์ตเนอร์เยอะนี่คือโอกาส เพราะหลากหลายปัญหาแก้ได้ด้วยการพูดคุยกันแบบ off record
“การดีลกับคนจีน คนจีนก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน สิ่งที่เขาเป็นคือภาพสะท้อนของวิธีทำธุรกิจ ต้องดูว่าโรงงานมี Quality Management หรือไม่ และต้องคุยกับเจ้าของให้ได้ เพราะต้องการรู้คุณค่าในการทำธุรกิจ ว่าเน้นตีหัวเข้าบ้านหรือเน้นความยั่งยืน รวมไปถึงการรู้เรา เรื่องการจดทะเบียนแบรนด์ที่ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน”

นอกจากเสวนา ภายในงานยังมีเวิร์กชอป ‘T-brand to China’ โปรแกรมเข้มข้นที่จัดต่อเนื่องตลอด 3 วัน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดจีนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน มุ่งเน้นการเรียนรู้ทั้งด้านกลยุทธ์และการลงลึกในรายละเอียดของพฤติกรรมผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจวิธีคิด รูปแบบการบริโภค และบริบททางวัฒนธรรมที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ รวมถึงแนวทางการตอบสนองต่อเทรนด์และความเชื่อของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังให้ความรู้ด้านการเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาด การวางแผนช่องทางสื่อสาร และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของตลาดจีน
เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเวิร์กชอปในงาน Thai-Chinese Golden Fest 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและโอกาสใหม่จากจีนในมิติต่างๆ อย่างน่าจับตามอง
หนึ่งในผู้เข้าร่วม ซึ่งมีพื้นฐานเป็นอดีตนักวิจัยจาก Harvard Medical School และปัจจุบันดำเนินธุรกิจในแวดวง Healthcare เล่าว่า การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีน กำลังพลิกกระแสของโลก เรากำลังอยู่ในยุค The Rising of China ประเทศแถบตะวันออกเริ่มตามทันเทคโนโลยีหลายด้าน หากไม่อัปเดตข้อมูลให้ทัน โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในจีน เราอาจตกขบวน
“งานนี้เป็นโอกาสอันดีในการเปิดโลกด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และสินค้าอุปโภคบริโภคที่หมุนเวียนเร็ว (FMCG) เพราะในตอนนี้ โลกกำลังเคลื่อนไปตามจังหวะของจีน มากกว่าจะเป็นตะวันตก
“เวิร์กชอปนี้ให้ประโยชน์มาก รู้สึกเหมือนได้เห็นทิศทางของเทรนด์โลกในทางเศรษฐกิจ เราเริ่มเห็นว่าสินค้าจากจีนมีคุณภาพมากขึ้น และคนจีนเองก็มีศักยภาพในการสร้างแบรนด์ แทนที่จะมองว่าเขาเป็นคู่แข่ง เราควรมองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้ทันพวกเขา”

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปก็ได้แบ่งปันมุมมองว่า เวิร์กชอปสนุกและได้ความรู้เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องเทรนด์โซเชียลมีเดียในจีน จาก ‘พี่เปี๊ยกจัดให้’ ที่มาแชร์ประสบการณ์แบบตรงไปตรงมา นอกจากนี้ยังได้ฟังมุมมองด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจ และการบริหารประเทศจีนจากอาจารย์อาร์ม รวมถึงเรียนรู้การสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงหัวใจผู้บริโภคจากกรณีศึกษาจริงของแบรนด์คนไทยที่บุกตลาดจีนได้สำเร็จ
“ถือเป็นการเปิดโลกความคิดอย่างแท้จริง พี่เปี๊ยกพูดเรื่องการค้าขายและโซเชียลมีเดีย อาจารย์อาร์มลงลึกเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ส่วนเคสจากหงส์ไทยเน้นการสร้างแบรนด์อย่างมีความรักและตั้งใจจริง ผู้ประกอบการอย่างเราจึงได้เห็นภาพรวมทั้งเชิงกลยุทธ์และหัวใจของธุรกิจในจีนอย่างรอบด้าน”

ส่วนโซน Thai-Chinese Book Fair ก็เป็นอีกพื้นที่สำคัญที่เชื่อมไทย-จีนเข้าหากันผ่านพลังของตัวหนังสือ โดย สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับเครือข่ายสำนักพิมพ์ทั้ง ชวนอ่าน, แสงดาว, สยามอินเตอร์ และ มหาวิทยาลัยเกริก ร่วมกันคัดสรรหนังสือหลากหลายแนวมาให้เลือกอ่านอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมคลาสสิก นิยายแปลจีน หนังสือวิเคราะห์ความสัมพันธ์ไทย-จีน ตลอดจนงานเขียนเชิงวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของงาน ‘Thai-Chinese Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน’ ที่ต้องการเปิดพื้นที่แห่งความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจในทุกมิติ ตั้งแต่ระดับชุมชน สังคม ธุรกิจ ไปจนถึงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งหมดถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพของ ‘มิตรภาพไทย-จีน’ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอดีต แต่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเข้าใจที่ลึกกว่าเดิมในทุกก้าว