ในปัจจุบันที่ปัญหาสุขภาพของคนไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเจ็บป่วย แต่โยงใยลึกซึ้งไปถึงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ การศึกษา และความเหลื่อมล้ำในสังคม การสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนจึงไม่อาจอาศัยแค่ระบบสาธารณสุขหรือการสั่งการจากภาครัฐเพียงลำพัง หากต้องอาศัย “พลังชุมชนท้องถิ่น” ที่เข้มแข็งและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และท้องถิ่นกว่า 3,658 ชุมชน จัดเวที “สานพลัง สร้างนวัตกรรม สู่สุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืน ปี 2568” เพื่อตอกย้ำความตั้งใจในการขับเคลื่อนการสร้างระบบสุขภาวะใหม่ จากฐานรากสู่ชุมชนจัดการสุขภาวะตนเองอย่างยั่งยืน

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อรวมผู้คนจากทุกภาคส่วน ที่มีความเชื่อมั่นในพลังของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ด้วยอุดมการณ์ที่ว่า “ทุกคนมีฝันเดียวกัน” คือ การสร้างชีวิต สิ่งแวดล้อม และสังคมที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดี ซึ่งสุขภาวะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสุขภาพ แต่ครอบคลุมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา ความเป็นอยู่ และความเหลื่อมล้ำที่ดูดกลืนทรัพยากร กำลังคน และโอกาสจากชุมชนท้องถิ่นไปโดยง่าย หากจะขับเคลื่อนสุขภาวะของสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีความเป็น ”อภิวัฒน์” การพึ่งพาภาครัฐหรือบุคลากรทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัย “พลังชุมชนท้องถิ่น” ในฐานะหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.

 

นพ.พงศ์เทพ เล่าต่อว่า สสส. เชื่อมั่นว่าความฝันที่จะให้ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยมีชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะนั้น ต้องเกิดจากการที่ชุมชนเป็นผู้นำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุน นอกจากนั้นแล้วทุนที่สำคัญอีกอย่างในการสร้างชุมชนเข้มแข็ง คือ “สำนึกรักบ้านเกิด” สิ่งนี้จะเป็นรากแก้วสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เพราะเมื่อเยาวชนถูกดึงออกจากพื้นที่โดยระบบทุน การสร้างระบบการศึกษาที่พัฒนาท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“สสส. ตระหนักถึงบทบาทตนเองในฐานะ ‘น้ำมันหล่อลื่นสานพลัง’ โดยไม่ใช่ผู้กำหนด แต่เป็นเพื่อนร่วมทางของชุมชน การขับเคลื่อนสุขภาวะที่แท้จริงต้องเกิดจากการรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนซึ่งรู้บริบทดีที่สุด เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยมี สสส. คอยเชียร์ ชวน แชร์ และเชื่อมเครือข่าย เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมสร้างสังคมที่คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง” ผู้จัดการกองทุน สสส. เน้นย้ำ

น.ส.ธิดา ไกรนรา รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

 

ด้าน น.ส.ธิดา ไกรนรา รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) เปิดเผยว่า สถ. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะในภารกิจด้านการสร้างสุขภาวะชุมชนร่วมกับภาคีเครือข่ายสำคัญอย่าง สสส. ที่ร่วมลงนาม MOU และขับเคลื่อนงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันแผนงานด้านสุขภาพให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยแนวทางการสนับสนุนงานสุขภาวะของ สถ. มุ่งเน้นใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การกระจายอำนาจ 2. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 3. การบริหารงบประมาณร่วมกับภาคีเครือข่าย และ 4. การสนับสนุนบุคลากรและกลไกการพัฒนาสุขภาพ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับตำบล

ขอยืนยันว่า สถ. มีความมุ่งมั่นในการเป็นฟันเฟืองสำคัญเพื่อสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืน ให้ประชาชนที่อยู่ในทุกอณูพื้นที่ของประเทศไทย โดยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนแผนงานเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยท้องถิ่นจำเป็นต้องเป็นภาคีสำคัญในการขับเคลื่อนงานสุขภาวะ เพราะเราคือผู้สัมผัสประชาชนโดยตรง” น.ส.ธิดา ให้คำมั่น

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนแนวคิดภายใต้หัวข้อ “เสริมสร้างจังหวัดจัดการสุขภาวะชุมชน” โดยมีคณะผู้บริหาร สสส. พร้อมด้วย ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ประธานกรรมการภาคีสานพลังพื้นที่เข้มแข็ง (ภสพ.) และตัวแทนภาคีอาสา 5 จังหวัดนำร่อง เข้าร่วมการเสวนาในกิจกรรมนี้ด้วย

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ให้ข้อมูลว่า เป้าหมายของโครงการนี้เริ่มต้นด้วยแนวคิดฐานราก ‘จังหวัดและตำบลสุขภาวะ’ ซึ่งมองว่าทางรอดของประเทศอยู่ที่การสร้างฐานรากที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่จากส่วนกลางหรือเมืองใหญ่เท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกส่งต่อมายัง สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) ของ สสส. ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 10 ปี เริ่มต้นจากพื้นที่นำร่อง ต.ปากพูน จ.นครศรีธรรมราช จนขยายเป็นเครือข่ายกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหัวใจของการพัฒนา

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

 

นายสมพร ระบุอีกว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนในระดับตำบลยังสะท้อนถึงความเป็นไทยผ่านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และจิตวิญญาณของชุมชน ซึ่งต่างจากเมืองใหญ่ที่ความเป็นไทยอาจเลือนหายไปจากกระแสทุนและวัฒนธรรมต่างชาติ ขณะเดียวกัน การทำงานโดยการเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง และเอาประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ สสส. ที่ต้องการให้คนไทยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บนพื้นฐานของสุขภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา

แม้ในอดีตเคยมีความพยายามทำงานในระดับจังหวัด แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ด้วยขนาดพื้นที่และความซับซ้อนของปัญหา ปัจจุบันจึงมีแนวทางเริ่มต้นใหม่จาก 5 จังหวัดนำร่อง โดยเชื่อว่าการบูรณาการครั้งนี้จะเกิดผลสำเร็จได้มากขึ้นจากพลังของเครือข่ายที่ทำงานในพื้นที่ฐานราก ภายใต้แนวคิด “ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ”

“เป้าหมายในวันนี้ไม่เพียงเพื่อสร้างความเข้าใจ แต่ยังเป็นการสร้าง ‘จริตเดียวกัน’ ระหว่างผู้แทนเครือข่ายจากทุกระดับ โดยไม่คำนึงถึงว่าใครร่วมมากกว่าใคร หรือทำงานให้คนอื่น แต่ควรเน้นที่การสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบร่วมมือ ร่วมใจ และให้ผลงานเป็นเครื่องอธิบายความสำเร็จของการบูรณาการในภายหลัง” นายสมพร ทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน