ท่ามกลางกระแสการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่ระบาดอย่างหนักในทั่วโลกและประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ได้ลงมือสร้างสรรค์ชุดนิทานเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า “เด็กปลอดพอด” จำนวน 7 เรื่อง เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล (MIDL) ให้กับเด็กไทยตั้งแต่ปฐมวัย และสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับอนาคตของชาติ

ความสำเร็จของโครงการนี้เห็นได้จากเป็นรูปธรรมจากผลสำรวจในสถานศึกษาและชุมชน 233 แห่ง ที่ได้นำนิทานชุด “เด็กปลอดพอด” ไปใช้สื่อสารกับน้องๆ กว่า 567 คน ทั้งในระดับเตรียมอนุบาล อนุบาล และประถมศึกษา ผลประเมินภายหลังการใช้นิทานผ่านการสังเกต สนทนา ตอบคำถาม และร่วมกิจกรรม ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการที่โดดเด่นในทักษะ MIDL และพฤติกรรมสุขภาพของเด็กๆ อย่างชัดเจน


โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเตรียมอนุบาลที่สามารถเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของบุหรี่ไฟฟ้าได้ถึง 2.45 คะแนนจาก 3 คะแนน ขณะที่กลุ่มเด็กอนุบาลก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยคะแนน 2.87 และสามารถเลือกได้ว่าควรหรือไม่ควรใช้บุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบทอยพอด 2.45 คะแนน พร้อมทั้งแยกแยะความแตกต่างระหว่าง “ทอยพอด” กับของเล่นทั่วไปได้ ส่วนกลุ่มเด็กประถมศึกษาก็ไม่น้อยหน้า ด้วยคะแนน 2.83 สามารถอธิบายว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อร่างกายได้อย่างถูกต้อง
ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำว่า “นิทาน” คือเครื่องมืออันทรงพลัง ที่สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่าย และเข้าถึงใจเด็กเล็กได้อย่างมหัศจรรย์

มุ่งมั่นสร้างภูมิคุ้มกัน ปกป้องเด็กไทย
วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. ย้ำชัดถึงความสำคัญในการรณรงค์บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าว่า เป็นนโยบายหลักในแผน 7+1 ของ สสส. มีการระบุไว้ชัดเจนและพร้อมจะดำเนินการอย่างจริงจังในปี 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนหลัก 5 ปี และแผน 10 ปีของ สสส. ด้วย
“สสส. ตั้งใจจะร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และต้องการให้ทั้ง 15 แผนงานของ สสส. บูรณาการประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไปในงานของแต่ละแผน ไม่ใช่เป็นงานของสำนักใดสำนักหนึ่งเพียงอย่างเดียว นี่คือความมุ่งมั่นที่แสดงให้เห็นว่า สสส. ให้ความสำคัญกับเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด้าน MIDL ให้เด็กๆ รู้เท่าทันสื่อและข้อมูลต่างๆ ก่อนที่จะนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมและจิตสำนึกที่ดีต่อไป”

พลังแห่งการอ่าน นิทานเปลี่ยนโลก
สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. และกลุ่ม wearehappy เสริมถึงบทบาทสำคัญของการอ่านว่า สสส. ใช้การอ่านเป็นทั้งเครื่องมือ กระบวนการ และกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าสนใจในการตอบโจทย์สุขภาพ เพราะปัจจัยทางสังคมมีอิทธิพลต่อสุขภาพมากกว่าพันธุกรรม และการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กปฐมวัย จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
“ยูเนสโกเองก็ชี้ชัดว่าการรู้หนังสือคือสิทธิพื้นฐานของมนุษยชาติ เป็นพลังแห่งศักดิ์ศรี เป็นเรื่องของความเข้มแข็งของสังคม และเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ การทำเรื่องนี้นำไปสู่ความสำเร็จในทุกๆ ด้าน ทั้งการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัย โภชนาการ ไปจนถึงการขจัดความยากจน และนำไปสู่การมีงานทำที่เหมาะสมในอนาคต”
ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ให้เหตุผลว่า การที่นิทานเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากนิทานเข้าถึง “บัลลังก์จิตใต้สำนึก” (The Throne of the Subconscious) ที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก สอดคล้องกับทฤษฎีของ Bandura ที่ว่า เด็กๆ อยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพ่อแม่ และอยากให้พ่อแม่รัก จึงมักจะทำตัวเองให้ดีเสมือนตัวละครในนิทาน
“ทั้งผลวิจัยจาก OECD ที่ออกแบบการสอบ PISA เพื่อวัดความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปี ยังพบว่าครอบครัวที่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง มีคะแนน PISA สูงขึ้น เช่นเดียวกับงานวิจัยของ IEA ที่เก็บข้อมูลนักเรียนกว่า 400,000 คน พบว่านักเรียนที่ทำคะแนนสูงสุดมาจากการที่ครูอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง เช่น นิทาน การ์ตูน สารคดีต่างๆ ที่เด็กชื่นชอบ ไม่ใช่แค่หนังสือเรียนที่เคร่งเครียด สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการอ่านนิทานคือตัวบ่มเพาะที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จในอนาคตของเด็ก และนำไปสู่การพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งด้านภาษาและทักษะการสื่อสาร”

ความท้าทายของมัจจุราชซ่อนในของเล่น
แม้จะมีความสำเร็จที่น่าภูมิใจ แต่ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะการที่ผู้ผลิตได้ทำบุหรี่ไฟฟ้าในลักษณะรูปแบบของเล่นต่างๆ เรียกกันว่า “ทอยพอด” ทำให้เด็กเล็กแยกแยะไม่ออกระหว่างของเล่นกับบุหรี่ไฟฟ้า
“การบ้านที่เราต้องทำต่อไปคือ จะทำอย่างไรที่จะสื่อสารให้เด็กได้รู้ว่าของเล่นเด็กเหล่านี้เป็นบุหรี่ไฟฟ้า เพราะเด็กแยกไม่ออก นี่คือภารกิจสำคัญที่ สสส. และทุกภาคส่วนจะต้องเดินหน้าต่อไป”
รวมพลังภาคี ปกป้องเด็กไทยจากบุหรี่ไฟฟ้า
ในงานประกาศก้าวแรกแห่งความสำเร็จ “พลังเด็ก พลังเครือข่ายรู้ทันทอยพอด” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2568 ณ โรงแรมแม่น้ำ รามาดาฯ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของสานพลังภาคีเครือข่ายรู้ทันทอยพอต นำโดย มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, กรมควบคุมโรค และกรุงเทพมหานคร ในประกาศมาตรการ “เด็กปลอดพอด”
เพื่อยกระดับพลังแห่งความร่วมมือร่วมใจที่พร้อมจะปกป้องลูกหลานของเราจากภัยบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป