ท่ามกลางกระแสใหม่ที่ ‘การไม่ดื่ม’ กลายเป็นสิ่งเท่และเป็นทางเลือกที่น่าภูมิใจ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมมือกับภาคีเครือข่าย มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว เปิดเวทีเสวนา ‘Active Youth เท่สุด…ให้หยุดดื่ม’ เพื่อส่งเสริมบทบาทของเยาวชนในฐานะพลังขับเคลื่อนสำคัญ ที่ไม่เพียงแค่มีสิทธิเลือกเส้นทางชีวิตที่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้างและสังคมโดยรวม

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส.
น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เผยว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบเยาวชนอายุ 15-24 ปี มีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วน 34.7% แต่ในปี 2567 ตัวเลขนี้ลดลงเหลือ 28.4% สะท้อนว่าการรณรงค์ในระดับสังคมเริ่มเห็นผล สสส. จึงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายในระดับนโยบายและพื้นที่ มุ่งทำงานเชิงรุกทั้งด้านวิชาการ การสื่อสาร รวมถึงดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็ก เยาวชน และผู้หญิง
หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือ การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงความเห็น และสะท้อนความต้องการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือ การออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการไม่ดื่ม การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ เหล่านี้ช่วยให้พวกเขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ทั้งยังมีแรงใจในการชักชวนคนรอบข้างให้ร่วมลด ละ เลิกไปด้วยกัน
“ต้องขอบคุณน้องๆ ที่มาร่วมเวทีในวันนี้ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำ มันยืนยันได้เลยว่าการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง และชวนเพื่อนให้งดดื่ม มันได้ผลจริงๆ ต้องขอบคุณทุกท่านที่ร่วมรับฟังเสียงของเด็กและเยาวชนในวันนี้ เพราะนี่คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า เราเชื่อว่าวันนี้จะมีไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้น และอาจเห็นการชวนเพื่อนเลิกเหล้าในแบบที่เท่ที่สุด เพราะบางทีการไม่ดื่ม ก็เป็นสิ่งที่เท่ที่สุดแล้วจริงๆ” น.ส.รุ่งอรุณ เผย

(ด้านขวา) รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว สำนักวิชาแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
เพื่อขยายมุมมองและเติมเต็มความเข้าใจต่อปรากฏการณ์นี้ เวทีเสวนาจึงเริ่มต้นด้วยการแลกเปลี่ยนแนวคิดระดับสากลจาก รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว สำนักวิชาแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชี้ให้เห็นว่า แม้หลายประเทศในโลกตะวันตกอย่างยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย จะมีวัฒนธรรมที่ผูกพันกับการดื่มแอลกอฮอล์มายาวนาน แต่ปัจจุบันค่านิยมในหมู่เยาวชนเริ่มเปลี่ยนไปชัดเจน หลายประเทศพบว่าการยอมรับการดื่มหนักในวัยต่ำกว่ากฎหมายกำหนดลดลง สัดส่วนเยาวชนที่เคยดื่ม 86% ลดเหลือ 60% หรือบางประเทศจาก 50% เหลือ 30% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปี 2000 โดยไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก
สาเหตุที่เยาวชนในหลายประเทศดื่มลดลง มาจากค่านิยมใหม่ที่มองว่า ‘การไม่ดื่มเป็นเรื่องปกติ’ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือถูกมองว่าแปลกแยกเหมือนในอดีต ด้านกลุ่มที่ยังดื่มก็ให้ความสำคัญกับการดื่มน้อยลง อีกส่วนหนึ่งคือบทบาทของครอบครัว พบว่าเยาวชนจำนวนมากในประเทศที่ดื่มลดลง มักใช้ชีวิตกับครอบครัวนานขึ้น ทั้งยังได้รับการดูแลเอาใจใส่ในชีวิตประจำวันและอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการไม่ดื่มหรือดื่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มระดับนานาชาติ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของไทยสะท้อนภาพที่น่ากังวลว่า อัตราการดื่มของเยาวชนอายุ 15-19 ปี ยังอยู่ในระดับคงที่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยในปี 2564 อยู่ที่ 8.9% และในปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 9.6% แม้จะเป็นการเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% แต่ก็เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม เพราะโลกยุคดิจิทัลนั้นค่านิยมสามารถไหลเวียนไปมาได้รวดเร็ว โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิด-พฤติกรรมของเยาวชนไทย
“ข้อเสนอเชิงนโยบายและสังคมที่ควรเดินหน้าไปพร้อมกัน คือ เยาวชนควรเคารพสิทธิของคนที่เลือกไม่ดื่ม พ่อแม่ควรตระหนักว่าการดูแลอย่างสม่ำเสมอมีผลระยะยาวกับพฤติกรรมของลูก และภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการควบคุมผลกระทบจากแอลกอฮอล์ ในระดับเดียวกับการใช้เครื่องมือลดหย่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นซับซ้อนและมีราคาที่ต้องจ่ายในระยะยาว” รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ เสนอแนะ

นางสุภาภรณ์ ชมชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาระบบงานยุติธรรมและเยาวชน
ในอีกด้านหนึ่ง มุมมองจากภาคกระบวนการยุติธรรม โดย นางสุภาภรณ์ ชมชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาระบบงานยุติธรรมและเยาวชน เผยว่า แม้ในอดีตจะมีสถิติระบุว่าเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่เข้าสู่สถานพินิจมักมีความเกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่แนวโน้มล่าสุดกลับพบจำนวนเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงผลของการป้องกันและการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่
ด้วยเหตุนี้ แนวทางทำงานของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จากเดิมเน้นเพียงการควบคุมดูแลผู้กระทำผิด จึงขยับสู่การป้องกันเชิงรุกเพื่อลดโอกาสที่เด็กจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการติดตาม-ช่วยเหลือเด็กหลังพ้นจากระบบยุติธรรม โดยมุ่งให้โอกาสเริ่มต้นใหม่ ผ่านการสนับสนุนด้านทุนทรัพย์ การแนะแนวอาชีพ สวัสดิการพื้นฐาน เพื่อให้เด็กสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ
“ความสำเร็จดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งสถานศึกษา มูลนิธิ องค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงหน่วยงานสนับสนุนอย่าง สสส. ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันและปรับปรุงเครื่องมือการประเมินความเสี่ยงและความจำเป็น (R&N) ให้มีความแม่นยำและทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและให้ความเห็นเชิงลึก เพื่อให้แบบประเมินสะท้อนสาเหตุของการกระทำผิดได้อย่างแท้จริง นำไปสู่แนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนในแต่ละราย” นางสุภาภรณ์ เผย

นายอาร์วิน ซอยสุเรน ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย
จากนั้นขยับมาฟังเสียงจากเยาวชน โดย นายอาร์วิน ซอยสุเรน ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย เล่าว่า บางส่วนอาจมองว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องของการเข้าสังคม ช่วยให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน แต่ประสบการณ์ตรงจากครอบครัวที่มีสมาชิกดื่มสุรา รวมถึงแสดงพฤติกรรมรุนแรง กลับสร้างความไม่สบายใจ จนหล่อหลอมทัศนคติว่าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ แม้เคยทดลองดื่มในช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น แต่ความรู้สึกไม่สบายตัวและขาดสติจากการดื่มเพียงเล็กน้อย ยิ่งตอกย้ำว่าการไม่ดื่มคือทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
ในฐานะประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน พบว่าเยาวชนจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์ หนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนใจ คือ กรณีเด็กอายุเพียง 12 ปีที่ก่อเหตุรุนแรงถึงขั้นฆ่าผู้อื่นหลังดื่มสุรา สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีมาตรการป้องกันที่เข้าถึงกลุ่มเยาวชนอย่างจริงจัง
“อยากให้ทุกคนรู้ว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าเสมอ ขอแค่กล้าขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง อย่ากลัวว่าการเริ่มใหม่คือความล้มเหลว เพราะคนที่กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ คือคนที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง หากเยาวชนไม่ยุ่งเกี่ยวกับแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด ก็จะเติบโตเป็นต้นกล้าที่แข็งแรง และสร้างประโยชน์ให้สังคมได้ในอนาคต” นายอาร์วิน ทิ้งท้าย