ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ากำลังลุกลามอย่างรวดเร็วในหมู่คนรุ่นใหม่ของไทย ท่ามกลางการโหมโฆษณาแฝงและการตลาดแนบเนียนที่จงใจสร้างภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัยและไม่อันตราย ขณะที่ข้อมูลทางสุขภาพชี้ชัดถึงผลกระทบระยะยาวต่อร่างกายและสมองของเยาวชน หากไม่เร่งสร้างความรู้เท่าทัน สังคมไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตสุขภาพครั้งใหม่ที่หนักหน่วงกว่าเดิม

เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดและเผยให้เห็นกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้า ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ 23 ภาคีเครือข่าย และ 9 เครือข่ายเยาวชน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมวิชาการบุหรี่และสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 23 “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า : คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันกลยุทธ์” เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า วันนี้ สสส. สานพลังกับทุกภาคส่วนที่เป็นภาคีรณรงค์เรื่องบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เยาวชนรู้เท่าทัน พร้อมกระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าที่จงใจหลอกล่อคนรุ่นใหม่
ข้อมูลจากระบบ OBEC CARE ปี 2567 สำรวจโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สพฐ. และ สสส. ได้สำรวจเด็กนักเรียนระดับ ป.1-ม.6 รวม 124,606 คน พบนักเรียนเคยทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า 24.7% คบเพื่อนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า 22.01% และอาศัยในชุมชนที่มีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าให้เห็นเป็นประจำ 20.2% จึงจำเป็นต้องระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนในสังคมไทยมาร่วมมือกันในการสื่อสาร วิเคราะห์ยุทธศาสตร์กันว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยมีฟันเฟืองสำคัญคือภาครัฐ
“บุหรี่ไฟฟ้าทำให้อายุค่าเฉลี่ยของคนลดลง 10 ปี และอายุค่าเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีลดลง 8 ปี ขึ้นอยู่กับปริมาณการสูบ หมายความว่า 18 ปีที่สูญหายไป ไม่ว่าจะจากความพิการ โรคมะเร็ง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือผู้ป่วยอัมพาตก็ตาม เหล่านี้เป็นผลที่หลบซ่อนอยู่จากบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งมีนิโคตินเหมือนกัน ที่น่ากังวลคือแนวโน้มการสูบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเด็กเยาวชนที่เริ่มสูบตั้งแต่อายุน้อย สูบมากขึ้น บ่อยขึ้น ดังนั้นอนาคตของสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมสูงวัยและมีอัตราการเกิดลดต่ำแล้ว เด็กยังจะมีปัญหาเรื่องพัฒนาการทางสมอง อาจจะพิการและติดเตียงก่อนวัย ซึ่งจะเป็นปัญหาในระยะยาวกับสังคมไทย”

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ให้ข้อมูลว่า วันนี้ได้มีการพูดถึงมาตรา 5.3 ของ WHO FCTC กำหนดให้ประเทศภาคีป้องกันการแทรกแซงนโยบายโดยบริษัทบุหรี่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยการห้ามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่เข้าร่วมเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในคณะกรรมการที่พิจารณาหรือกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบ ซึ่งที่ผ่านมามีการตั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่เป็นที่ปรึกษา หรือกรรมการในสภาฯ จึงได้มีการร้องเรียนไปที่ประธานสภาฯ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาควบคุมยาสูบ เพราะการแทรกแซงของบริษัทยาสูบเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้การควบคุมยาสูบไม่คืบหน้า
“ปัญหาของบุหรี่ไฟฟ้าขณะนี้พัฒนาไปถึงขั้นที่ว่ามีฝ่ายอาชญากรรมและผู้ค้ายาเสพติดร่วมมือกันผสมยาเสพติดเข้ามาในบุหรี่ไฟฟ้า ตามรายงานของ UN เมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา และระบาดอยู่ในเอเชียตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ นับเป็นปัญหาสำคัญโดยเฉพาะในประเทศบ้านเราที่การควบคุมของผิดกฎหมายยังมีปัญหาอยู่มาก จึงเป็นอีกจุดประสงค์หนึ่งที่เราควรจะห้ามการนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง”

นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส ผู้อำนวยการสำนักงานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เสริมว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันอยู่ที่กลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งพยายามทำผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อชดเชยการเสียตลาดบุหรี่มวนไป และมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง แม้รัฐบาลนี้พยายามที่จะช่วยให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ 100% ทั้งที่ประเทศไทยมีกฎหมายที่ดีมากอย่าง พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีข้อบังคับ ข้อกำหนด ข้อป้องกันครบถ้วน ทว่าการบังคับใช้ยังอ่อน
“ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้างานมีความเป็นห่วง จึงขอฝากไปถึงรัฐบาลว่าเราลดได้ในแง่ของอุปสงค์ เราช่วยให้การศึกษา ให้ความรู้ ให้การรักษา แต่ในการที่จะลดอุปทาน เราไม่มีอำนาจตรงนั้น จึงขอฝากทางรัฐบาล รัฐสภา ผู้มีอำนาจในการออกกฎหมาย ให้ช่วยกันดูแล ไม่ให้บุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาขายโดยเสรีในประเทศ” นพ.วันชาติ ทิ้งท้าย