สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดงานครบรอบ 84 ปี แห่งวันสถาปนา พร้อมประกาศก้าวเข้าสู่ปีที่ 85 ด้วยทิศทางที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาไทยเพื่อตอบโจทย์ประเทศ โดยมีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในงาน ร่วมด้วยนางสาวลิณธิภรณ์ วริญวัชรโรจน์ และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568

งานเริ่มต้นด้วยพิธีสงฆ์เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลแก่คณะผู้บริหารและชาว สอศ. ก่อนมอบประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรภาครัฐและภาคเอกชนที่มีคุณูปการจำนวน 15 ท่าน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีที่อาชีวะได้รับจากทุกภาคส่วน เพื่อการพัฒนาอาชีวศึกษาไทย

ชี้ปัญหาการขาดแคลน “Skill Labor” และความท้าทายเรื่องค่าตอบแทน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศธ. กล่าวโอวาทพร้อมเผยวิสัยทัศน์ในการนำอาชีวศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้า โดยย้ำให้เห็นถึงบทบาทสำคัญที่เปลี่ยนไปจากเดิมว่า อาชีวศึกษาไม่ใช่ทางเลือกรอง แต่เป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศในการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพสูง พร้อมเล่าประสบการณ์จากช่วงที่เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงแรงงาน เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ต้องการแรงงานที่มีทักษะพิเศษ โดยเฉพาะวิศวกรจากวิทยาลัยอาชีวะและวิทยาลัยเทคนิคที่สามารถ “Hand-on” ทำงานได้ทันที

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบริษัทชิโนเปกของจีนที่เข้ามาลงทุนด้านท่อแก๊ส ต้องการช่างเชื่อมชั้นสูงโดยเสนอเงินเดือนเริ่มต้น 50,000 บาท และรับไม่จำกัดจำนวน แต่กลับพบว่าไม่มีแรงงานที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ สถานการณ์นี้ทำให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างการผลิตกำลังคนกับความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาอาชีวศึกษาคือปัญหาโครงสร้างเงินเดือนที่ไม่สะท้อนถึงคุณค่าที่แท้จริง โดย รมว. ศธ. ชี้ว่า เด็กที่จบ ปวช. – ปวส. มีรายได้เริ่มต้นที่ต่ำกว่าผู้ที่จบปริญญาตรี ทำให้แรงจูงใจในการเลือกเรียนสายวิชาชีพลดลง เป็นความผิดปกติของระบบ เนื่องจากเด็กอาชีวะจบออกมาแล้วทำงานได้เลย โดยเฉพาะที่ผ่านระบบทวิภาคี

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กระทรวงศึกษาธิการจะผลักดันการปรับโครงสร้างค่าจ้างในสองมิติ คือการเชิญชวนภาคเอกชนและการใช้กฎหมายบังคับใช้ค่าแรงขั้นต่ำตามทักษะวิชาชีพ หากผ่านการทดสอบมาตรฐานทางวิชาชีพแล้ว นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่กำหนด ขณะเดียวกันจะต้องเจรจากับ กพร. เพื่อปรับปรุงอัตราเงินเดือนในภาคราชการให้สะท้อนความสามารถจริง

ด้าน นางสาวลิณธิภรณ์ วริญวัชรโรจน์ รมช. ศธ. เสริมถึงการพัฒนาอาชีวศึกษาในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการสร้างคนให้มีงานทำ แต่เป็นการสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่จะเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคใหม่ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีสมรรถนะสูงและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช. ศธ. กล่าวแสดงยินดีกับสำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในโอกาสครบรอบ 84 ปี หากเทียบกับคน ถือว่าเป็นวัยที่ผ่านประสบการณ์มามาก และเป็นหน่วยงานที่ผลิตบุคลากรที่มีสมรรถนะตอบโจทย์ความต้องการประเทศ ซึ่งตนพร้อมสนับสนุนงานของสำนักงานในทุกด้าน ตามแนวทางที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกำหนด

ทิศทางขับเคลื่อนอาชีวศึกษา มุ่งเน้น “ทวิภาคีเข้มข้น” บวกหลักสูตรทันสมัย

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เผยทิศทางการขับเคลื่อนในปีที่ 85 โดยมุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนให้เด็กมีสมรรถนะตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ ผ่านแนวทางต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

“จัดระบบทวิภาคีเข้มข้น” ร่วมมือกับผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำเนื้อหาวิชาที่จำเป็นต่อการทำงานจริงมาบรรจุในหลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้ทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา ตัวอย่างความร่วมมือกับภาครัฐ เช่น กรุงเทพมหานคร กรมที่ดิน กรมธนารักษ์ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในการผลิตช่างวิศวกรรมสำรวจ หรือความร่วมมือกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรม S Curve และ New S Curve รวมถึงอุตสาหกรรมเดิมที่ยังคงมีความต้องการสูง เช่น ช่างยนต์ ไฟฟ้า เชื่อม ไปจนถึงพาณิชยกรรม การท่องเที่ยว และเกษตรสมัยใหม่ ฯลฯ

“พัฒนาทักษะ Soft Skill” จากการที่ รมว. ศธ. เน้นย้ำว่า อาชีวะไม่ได้มีเพียง Hard Skill แต่ยังมี Soft Skill ที่สำคัญ เห็นได้จากการที่วิทยาลัยอาชีวะได้ร่วมสอนอาชีพทำอาหารและกาแฟในช่วงโควิด-19 รวมถึงการเป็น “Fix It Center” ให้บริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของจิตอาสาและการนำความรู้ไปช่วยเหลือสังคม

“อาชีวะอินเตอร์” ผลักดันการเรียนการสอนแบบทวิวุฒิทวิภาคีกับต่างประเทศ เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะทางด้านภาษาเพิ่มเติม ทั้งภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และภาษาอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย หรือแม้แต่การส่งเสริมให้นักเรียนมีโอกาสไปทำงานในต่างประเทศ

“พัฒนาหลักสูตรและครูให้ทันสมัย” หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทอุตสาหกรรมใหม่ๆ (S Curve, New S Curve) ตลอดจนอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังคงมีความสำคัญ รวมถึงการพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้และทักษะที่ทันสมัย โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการในการฝึกอบรมครู

โชว์ฝีมือ – ศักยภาพชาวอาชีวะ

งานครบรอบ 84 ปีอาชีวะไทย จัดขึ้นอย่างคึกคักด้วยการจัดนิทรรศการสาธิตด้านวิชาชีพจากสถานศึกษาในสังกัด สอศ. จากทั่วประเทศ อาทิ วิทยาลัยการพาณิชย์นาวีนครศรีธรรมราช วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี และวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร

เช่นเดียวกับกิจกรรมในงานที่สะท้อนถึงความหลากหลายและความเป็นเลิศของทักษะที่อาชีวศึกษาไทยสามารถผลิตได้ ทั้งการเปิดบูธให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่นตา ชวนชิมอาหารที่เป็นเมนูขึ้นชื่อจากแต่ละจังหวัด แม้กระทั่งเสื้อผ้าชุดแต่งตัวที่รัฐมนตรี 3 ท่านสวมใส่ในงาน ก็เป็นฝีมือและทักษะของผู้เรียนอาชีวะจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผลิตสินค้าคุณภาพของน้องๆ นักเรียนอาชีวศึกษา

อาชีวศึกษาไทยก้าวเข้าสู่ปีที่ 85 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่จะพาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางแรงงานฝีมือคุณภาพสูงในภูมิภาค ที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างค่าจ้างให้สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของแรงงานฝีมือ และการสร้างความเข้าใจให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของอาชีวศึกษาที่ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกรอง แต่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน