ประเด็น ‘เมาแล้วขับ’ เป็นหนึ่งในปัญหาสังคมที่สำคัญของประเทศไทย และยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมถึงการบาดเจ็บและเสียชีวิต การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นถึงความพยายามของทุกภาคส่วนในการลดปัญหานี้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้กระทำผิดซ้ำที่ทำให้เห็นว่าปัญหายังคงอยู่และท้าทายสังคมของเรา

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด มูลนิธิเมาไม่ขับ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ภาคีเครือข่ายด้านการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุเมาแล้วขับของไทย จัดงานแถลงข่าว “เปลี่ยนซ้ำ เป็นจบ ครบรอบ 3 ปี เมาแล้วขับกระทำผิดซ้ำ” เพื่อสร้างมาตรการป้องปราม และนำความรู้ บทลงโทษ พร้อมหารือระหว่างภาคี เสริมมาตรการให้เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 68 ที่ โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า งานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันทบทวนสิ่งที่ได้ดำเนินการในการรณรงค์ปัญหา ‘ดื่มแล้วขับ’ โดยข้อมูลจาก กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี 2562–2566 พบว่า มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากดื่มแล้วขับ 284,253 ราย เฉลี่ยปีละ 56,850 ราย หรือคิดเป็นชั่วโมงละ 7 ราย สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 74,733 ล้านบาท
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา การบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือการสร้างความเกรงกลัวกฎหมายจนไม่กล้ากระทำผิดซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพบผู้กระทำผิดซ้ำ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้เป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งหมดจะมาให้ข้อมูลกับสาธารณะถึงข้อกฎหมาย ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และจุดท้าทายที่ต้องดำเนินการต่อไป
“เราใช้คำว่าดื่มแล้วขับ เพื่อให้ตระหนักว่า แค่ดื่มก็ส่งผลกระทบต่อร่างกายและการตัดสินใจในการขับรถ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ จึงต้องสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนรับรู้ถึงการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เท่านั้นยังไม่พอ ระบบกลไกต้องขับเคลื่อนไปด้วย ทั้งระบบการตรวจ การดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และการอุดช่องว่างของประเด็นทางกฎหมาย สสส. เราเน้นเรื่องวิชาการ วิจัยขับเคลื่อนนโยบาย สร้างกระแสสังคม รณรงค์ให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้ เราจะทำให้ทุกคนมีความรู้และเปลี่ยนพฤติกรรม สิ่งที่เราตั้งใจ คือ ลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ให้เกิน 12 ต่อแสนประชากร ภายในปี 2570”

พ.ต.อ.พชร์ ฐาปนดุลย์ ผู้กำกับการกลุ่มงานจราจร สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–17 เมษายน 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจจับผู้กระทำผิดฐานขับรถขณะเมาสุราได้ 21,299 ราย พบผู้กระทำผิดซ้ำ 193 ราย โดยจังหวัดนครราชสีมามีสถิติการจับกุมสูงสุด ขณะที่ข้อมูลการดำเนินคดีเมาแล้วขับซ้ำ ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2566 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ถูกดำเนินคดีแล้วรวม 586 ราย
“โดยธรรมชาติของการปรับกฎหมายหรือการปรับบังคับใช้ กว่าจะอิมแพคต้องอย่างน้อย 3-4 ปี ที่จะเกิดการรับรู้ทั่วประเทศ ในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือกลุ่มเมืองใหญ่อาจจะมีการรับรู้ แต่การจัดการกระจายไปทั่วประเทศต้องใช้เวลา”

นายศุภชัย สมเจริญ ประธานอนุกรรมการด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนน รัฐสภา อธิบายว่า การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนเป็นกลไกสำคัญในการลดอุบัติเหตุ การสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินบนท้องถนน โดยครอบคลุมหลายด้าน ทั้งกฎหมายจราจร การควบคุมพฤติกรรมผู้ขับขี่ และการบังคับใช้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ในปัจจุบันได้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุ ดังเห็นได้จากการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 12 พ.ศ.2562 ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 ดังนี้ เพิ่มโทษผู้ขับขี่ที่กระทำผิดซ้ำข้อหาเมาแล้วขับ กระทำผิดครั้งแรกจะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก เพิ่มอัตราโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท ซึ่งศาลจะลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ ตามมาตรา 160 ตรี/1 และ /3
“สำหรับความคิดเห็นของวิทยากร และข้อเสนอแนะ 4 ข้อของการสัมมนาในวันนี้ ทางคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายจะนำไปเข้าที่ประชุมเพื่อหารือ และนำข้อเสนอมาถกเถียงกันว่าเราควรจะแก้ไขกฎหมายอย่างไร โดยเมื่อได้ข้อเสนอแนะแล้วเราต้องเสนอไปที่คณะกรรมการชุดใหญ่ ถ้าเห็นด้วยเขาก็จะเสนอไปที่รัฐบาลหรือสภาผู้แทนราษฎร เพื่อออกเป็นกฎหมายต่อไป“