ปัจจุบันสังคมไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) แล้ว ความท้าทายที่สำคัญคือการสร้างแรงงานสุขภาพดี ที่สามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล ท่ามกลางสภาพการทำงานที่เผชิญความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) จึงได้จัด เวทีสาธารณะ Data-Driven Workforce Planning Forum: “Work Well, Live Well: “ขับเคลื่อนสุขภาวะคนทำงานด้วยพลังของข้อมูล ขึ้น เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาวะคนทำงานทั่วประเทศ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า ปี 2567 คนไทยมีอายุคาดเฉลี่ย 76.56 ปี อยู่ในอันดับ 78 ของโลก แต่เมื่อเจาะลึกในกลุ่มวัยทำงานพบว่า เพศชายมีอายุคาดเฉลี่ยน้อยกว่าเพศหญิงถึง 9 ปี สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การไม่สวมหมวกนิรภัย สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการเสียชีวิต ปี พ.ศ. 2566 ของเว็บไซต์ www.hiso.or.th โดย สสส. ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่า เพศชายเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าเพศหญิง 4.1 เท่า และจากอุบัติเหตุจราจรสูงกว่า 3.4 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นปัจจัยชี้ขาดต่ออายุขัย โดยในศตวรรษที่ 21 การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจะอาศัยเพียงความตั้งใจหรือการรณรงค์อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จำเป็นต้องใช้ ข้อมูล ที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์และออกแบบมาตรการสร้างเสริมสุขภาวะอย่างมีทิศทาง

สสส. ร่วมกับ มสช. จัดทำโครงการการศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องของวัยทำงานในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบติดตามการดูแลสุขภาพวัยทำงานอย่างบูรณาการในระดับองค์กร และวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพของคนวัยทำงานทั่วประเทศ พร้อมทั้งระบุกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่นำร่องเพื่อพัฒนาต้นแบบองค์กรสุขภาวะที่ยั่งยืน การจัดเวทีครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการทำงานด้านสุขภาพของวัยแรงงานไทย ด้วยการใช้ข้อมูลเป็นฐานคิดและเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และวิชาการ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และผลักดันให้สุขภาวะคนทำงานกลายเป็นวาระแห่งชาติต่อไป ผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดรายงานผลการศึกษาได้ที่ www.happy8workplace.thaihealth.or.th” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ผศ.พญ.ฉัฐญาณ์ วงศ์รัฐนันท์ หัวหน้าโครงการ “การศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องของวัยทำงานในประเทศไทย” ระบุว่า จากการศึกษากลุ่มแรงงานในระบบ 46,200 คน ทั่วประเทศ พบว่าแรงงานในระบบสูบบุหรี่มากกว่าแรงงานนอกระบบ และเพศชายสูบมากกว่าเพศหญิง โดยมีเพียง 3,336 คน ที่สามารถเลิกได้ และกว่า 93.4% ต้องเลิกด้วยตัวเอง ขณะที่การใช้บริการเลิกบุหรี่ในสถานพยาบาลยังมีเพียง 0.6% หรือเพียง 20 คน เท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงการเข้าถึงบริการที่จำกัด ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่าเพศชายดื่มมากกว่าเพศหญิง โดยแรงงานภาคเหนือและภาคอีสานดื่มสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 45-59 ปี

ด้านพฤติกรรมการบริโภค พบว่าเพศชายและหญิงมีลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ผู้ชายกินผักผลไม้น้อยกว่า และมีภาวะอ้วนมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในกลุ่ม GenX ขณะที่เพศหญิงมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอมากกว่า ที่น่ากังวลคือแรงงานก่อสร้างมีพฤติกรรมเสี่ยงสูงสุด ทั้งสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเมาแล้วขับ จึงเสนอให้ทุกภาคส่วนนำข้อมูลที่ สสส. และ มสช. จัดทำขึ้นไปใช้ในการวางแผนทำงานแบบพุ่งเป้าเชิงพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลการเจ็บป่วยในกลุ่มโรค NCDs และพฤติกรรมสุขภาพ เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสุขภาพคนทำงานตามบริบทของแต่ละจังหวัดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ผศ.พญ.ฉัฐญาณ์ ระบุ

ยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ กรรมการสายงาน FTI Academy สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเก็บข้อมูลสุขภาพคนทำงานจะต้องเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการจะส่งเสริมให้สถานประกอบการและโรงงานทุกแห่งจัดทำข้อมูลสุขภาพ ต้องทำให้เห็นว่าการเก็บข้อมูลสุขภาพดีต่อองค์กรและแรงงานอย่างไร ที่สำคัญ การจะทำให้ได้ข้อมูลสุขภาพทั่วไปของแรงงาน สถานประกอบการต้องลงทุนทั้งเรื่องของอุปกรณ์ การสร้างแรงจูงใจ หรือปรับสภาพแวดล้อม ปรับรูปแบบการทำงานที่เอื้อให้การเกิดดูแลสุขภาพ และลดปัญหาการขาดงาน ต้องขับเคลื่อนพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในองค์กรอย่างเข้มแข็ง

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า สุขภาวะของแรงงานไทยไม่อาจพึ่งพาเพียงการรณรงค์เท่านั้น แต่ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่แม่นยำ เชื่อถือได้ และการบูรณาการของทุกภาคส่วน เพื่อให้การสร้างเสริมสุขภาพเป็นไปอย่างตรงจุด และนำไปสู่สังคมแรงงานที่มีคุณภาพและยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน