ปัญหาเด็กไทยที่ต้องเข้าไปอยู่ในสถานรองรับเด็กยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย ไม่ว่าจะมาจากครอบครัวยากจน ขาดหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว หรือกรณีการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย แต่ยังสะเทือนต่อสภาพจิตใจและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก-เยาวชน ทำให้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้รับแบบอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ในสังคม

จากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมด้วย มูลนิธิสุขภาพไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนงานจิตอาสาในสถานรองรับเด็ก ภายใต้โครงการ ‘จิตอาสา : ยั่งยืนจากภายในสู่พลังการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตเด็กในสถานสงเคราะห์’ เพื่อพัฒนางานจิตอาสาในสถานรองรับเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน
นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เปิดเผยตัวเลขจากรายงานสถานการณ์เด็ก-เยาวชนปี 2566 ระบุว่า เด็กกว่า 20% ต้องเข้าสถานรองรับเพราะความยากจน อีกทั้งยังมีปัญหาครอบครัวแตกสลาย และข้อจำกัดด้านกฎหมายคนเข้าเมืองที่ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องแยกจากครอบครัว ดังนั้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีเป้าหมายสร้างกลไกการดูแลเด็กในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณ แผนงาน ไปจนถึงการสร้างระบบอาสาสมัครที่ยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ดย. ยังมุ่งยกระดับศักยภาพบุคลากรและอาสาสมัครให้มีทั้งพลังใจและพลังปัญญา ผ่านการถอดบทเรียน จัดระบบข้อมูล การสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้การทำงานอาสาสมัครไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตเด็ก-เยาวชนในระยะยาว

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร รองผู้จัดการกองทุน สสส.
ด้าน นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร รองผู้จัดการกองทุน สสส. เผยว่า สสส. ให้ความสำคัญกับงานจิตอาสามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลอด 25 ปีที่ผ่านมา งานด้านนี้เป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการสร้างสังคมสุขภาวะ ภายใต้ ‘สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา’ คือ พลังความรู้ พลังนโยบาย และพลังทางสังคม ทั้งยังมองว่าการสร้างเสริมสุขภาพไม่ใช่ภาระของรัฐหรือหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังจากภาคีเครือข่ายและเพื่อนร่วมทางที่หลากหลาย เพื่อให้ครอบคลุมเด็ก-เยาวชนทุกกลุ่ม ไม่เว้นแม้แต่แรงงานต่างชาติหรือผู้คนตามชายขอบที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย
อย่างไรก็ตาม สสส. ยืนยันว่าความร่วมมือครั้งใหม่นี้เป็นการขับเคลื่อนสุขภาวะครบทุกมิติ ทั้งกาย จิต ปัญญา สังคม โดยเน้นการลงมือทำกับภาคีในพื้นที่ สร้างกระบวนการและกลไกกลางที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดผลจริง พร้อมสนับสนุนกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาทำงานเพื่อสังคม สร้างจิตอาสาและสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าส่งเสริมสุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Health) ให้กับอาสาสมัครและบุคลากรในสถานรองรับเด็ก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ เห็นคุณค่าในตนเองและความทุกข์ของผู้อื่น พร้อมทำงานเพื่อส่วนรวม โดยตั้งเป้าพัฒนาจิตอาสา-บุคลากรกว่า 100 คน ในสถานรองรับเด็กนำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต และสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านศรีธรรมราช
“ปีนี้เป็นปีที่ 25 ของ สสส. ซึ่งงานจิตอาสาก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เรามองว่าไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นพลังจากทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกัน วันนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเดินหน้าสู่สังคมสุขภาวะ ที่หวังว่าจะเป็นความร่วมมือระยะยาวและต่อเนื่อง” รองผู้จัดการกองทุน สสส. ทิ้งท้าย