ในยุคที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพและใส่ใจโลกมากขึ้น ‘ข้าวอินทรีย์’ จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ไม่ใช่แค่ปลอดภัย แต่เต็มไปด้วยคุณภาพ ที่ช่วยรักษาสมดุลให้ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

จึงเดินหน้ายุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับข้าวไทยให้ได้มาตรฐาน ผ่านการส่งเสริมเพิ่มมูลค่าและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก

หนึ่งในกำลังสำคัญของภารกิจนี้ คือ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ ภายใต้ กองเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 2528 และถูกพัฒนามาเป็นแหล่งผลิต รวมถึงกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง ให้เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้ปลูกข้าวได้อย่างมั่นใจ

นายฉันทลักษณ์ ฆารไสว ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์

นายฉันทลักษณ์ ฆารไสว ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ อธิบายว่า ภารกิจหลักของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ คือ การผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและจำหน่ายเพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูก พร้อมขยายผลผลิตต่อได้อย่างมีมาตรฐาน ด้วยการทำงานอย่างเป็นระบบของทั้ง 4 กลุ่มและฝ่ายบริหาร ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์จึงเปรียบเสมือนต้นน้ำของคุณภาพข้าวไทย ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนการพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายเกษตรกร และการยกระดับมาตรฐานข้าวไทยในทุกมิติ

ทั้งนี้ โครงสร้างของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ ประกอบด้วย 1 ฝ่ายหลัก คือ ฝ่ายบริหารทั่วไป ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและบริหารจัดการภาพรวมของศูนย์ รวมถึงมี 4 กลุ่มงาน ได้แก่ กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน เพราะเป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือการผลิตเมล็ดพันธุ์ในแปลงของเกษตรกรเครือข่ายที่อยู่นอกศูนย์ฯ ส่วนที่สองคือกลุ่มปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจะนำเมล็ดพันธุ์จากเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกกลับมาปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ดีพร้อมจำหน่ายในอนาคต

อีกกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน คือ กลุ่มควบคุมคุณภาพ ทำหน้าที่ดูแลคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เริ่มจากการรับเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลักจากศูนย์วิจัยข้าว ซึ่งเป็นต้นแบบที่มีคุณภาพสูง จากนั้นจึงส่งต่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเพาะปลูก โดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมการข้าว ทั้งในด้านคุณภาพแปลงขยายพันธุ์และคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ก่อนจะนำมาจัดซื้อเข้าสู่ศูนย์เพื่อปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ต่อไป

เมื่อเมล็ดพันธุ์ผ่านการคัดกรองและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์แล้ว กลุ่มพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ จะเป็นผู้ดูแลในส่วนของการจำหน่าย ถือเป็นฝ่ายการตลาดของศูนย์ที่กระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ไปสู่เกษตรกร หน่วยงานราชการ และตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ต่างๆ นอกจากการผลิตและจำหน่ายแล้ว ศูนย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับ กลุ่มถ่ายทอดวิทยาการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ซึ่งมีหน้าที่ให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงสื่อสาร-ประชาสัมพันธ์ว่าศูนย์ฯ ผลิตเมล็ดพันธุ์ชนิดใด ปริมาณเท่าไร และมีขั้นตอนการเข้าร่วมอย่างไร ตลอดจนทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเครือข่ายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เข้มแข็ง

ทุกกระบวนการของเราเริ่มจากการจัดระบบให้ชัดเจน มีหน่วยงานและกลุ่มงานรับผิดชอบในแต่ละภารกิจ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งเรามองว่าเมล็ดพันธุ์ดีคือจุดเริ่มต้นของความมั่นคงทางอาหาร เพราะหากเกษตรกรเริ่มต้นด้วยพันธุ์ดี ผลผลิตที่ได้ก็จะดีตามไปด้วย นายฉันทลักษณ์ กล่าว

ในอีกมิติหนึ่งของการทำงาน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นแนวทางการเกษตรที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการนี้มุ่งสนับสนุนเกษตรกรที่มีความต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Adviser) ในการให้คำแนะนำ ตั้งแต่การปลูก การดูแล ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว-แปรรูปผลผลิต

นายฉันทลักษณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการดูแลภายใต้ระบบควบคุมภายใน หรือ Internal Control System (ICS) ซึ่งทำหน้าที่รับรองคุณภาพในทุกขั้นตอน และที่สำคัญเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในโครงการนี้ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานกรมการข้าว ทั้งในเรื่องความบริสุทธิ์ ความชื้น สิ่งเจือปน และพันธุ์ปน โดยจะมีการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันคุณภาพ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงเป็นเมล็ดพันธุ์ดี

นอกจากนี้ กระบวนการตรวจรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ยังดำเนินการ ภายใต้ ‘ระบบ Organic Thailand’ ซึ่งกรมการข้าวให้การรับรอง และใช้หน่วยตรวจภายนอก (Outsource) เข้ามาดำเนินการตรวจประเมิน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส-น่าเชื่อถือ ในกระบวนการนี้เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ จะให้คำแนะนำเชิงลึกกับกลุ่มเกษตรกรที่สมัครใจร่วมโครงการ ให้เข้าใจหลักการผลิตตามมาตรฐานอินทรีย์อย่างถูกต้อง ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การเตรียมดิน ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว รวมถึงการจัดทำระบบเอกสารโดยทุกขั้นตอนจะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ขณะเดียวกัน จังหวัดสุรินทร์นับเป็นหนึ่งในพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศไทย ด้วยพื้นที่ทำนากว่า 3 ล้านไร่ โดยกว่า 99.9% เป็นการปลูกข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ทั้งยังมีพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ประมาณ 1.5 แสนไร่ กระจายอยู่ในหลายอำเภอ ถือเป็นฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ที่สำคัญของประเทศและเป็นต้นแบบของการเกษตรยั่งยืนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายฉันทลักษณ์ เน้นย้ำว่า การส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการผลิตเป็นสิ่งจำเป็น ในยุคที่ตลาดให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความยั่งยืนของอาหาร ภารกิจของศูนย์ฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์คุณภาพเท่านั้น ทว่ายังขยายบทบาทไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ เพื่อให้ทุกขั้นตอนการผลิตสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ตลาดยอมรับ

ภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตข้าวอินทรีย์ให้ครอบคลุมทั้ง 17 อำเภอของจังหวัดภายใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาด เพิ่มรายได้ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

เมื่อเกษตรกรดำเนินการตามระบบ ICS อย่างครบถ้วน ก็จะสามารถผ่านการตรวจรับรองและก้าวเข้าสู่ตลาดอินทรีย์ได้อย่างมั่นใจ ซึ่งเป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ให้เกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ได้ แต่ต้องทำให้เขาอยู่ได้อย่างมั่นคง มีสุขภาพดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายฉันทลักษณ์ ทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน