จากผืนดินปนทรายที่อาศัยเพียงน้ำฝนหล่อเลี้ยงเมื่ออดีต “สุรินทร์” ในวันนี้ กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิชั้นดี ที่ให้กำเนิดและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวคุณภาพแห่งภาคอีสาน ด้วยผลจากความมุ่งมั่นทุ่มเทของหนึ่งหน่วยงานสำคัญของ กรมการข้าว นั่นคือ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์

จากสถานีทดลองข้าวเพื่อชาวนา

ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2492 ในนาม สถานีทดลองข้าวสุรินทร์ โดยมีสำนักงานชั่วคราว ณ โรงเรียนเกษตรกรรมสุรินทร์ (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์) กระทั่งปี พ.ศ. 2545 ได้รับการยกระดับเป็นศูนย์วิจัยเต็มรูปแบบในชื่อ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ และโอนย้ายจากกรมวิชาการเกษตรเข้าสังกัดกรมการข้าวในปี พ.ศ. 2549 ด้วยภารกิจหลักในการเป็น ศูนย์กลางองค์ความรู้ งานวิจัย และพัฒนา ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและผลผลิตของชาวนาไทย พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ

นายธานี ชื่นบาน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ กล่าวว่า ภาคอีสานเป็นพื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่กว่า 30 ล้านไร่ เฉพาะในจังหวัดสุรินทร์ เป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิมากถึง 99% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดประมาณ 3 ล้านไร่ โดยเฉพาะพันธุ์หลักอย่าง ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ความโดดเด่นนี้เองที่ทำให้ข้าวหอมมะลิสุรินทร์เป็นที่เชื่อถือและโด่งดัง ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

การปรับปรุงพันธุ์ ยกระดับผลผลิต

นายธานีกล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ดำเนินงานวิจัย 2 ส่วนหลัก คือ งานปรับปรุงพันธุ์ และ งานเทคโนโลยีการผลิต ล่าสุด ศูนย์วิจัยฯ ได้ประสบความสำเร็จในการรับรองพันธุ์ข้าวใหม่คือ กข117 ซึ่งเป็นข้าวที่มีลักษณะเด่นคือ ทนแล้ง และ ทนโรคไหม้ มีความหอม และข้าวนุ่ม เมล็ดสั้นกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไปแต่ให้ผลผลิตดี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตแห้งแล้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาหลักของพื้นที่ปลูกข้าวในสุรินทร์ที่ยังขาดความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ

นอกจากงานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์แล้ว ศูนย์ฯ ยังมีบทบาทสำคัญใน งานผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด และชั้นพันธุ์หลัก เพื่อส่งมอบให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์และบุรีรัมย์นำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยายและจำหน่ายให้เกษตรกร โดยมีเป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์หลักรวมประมาณ 100 ตันต่อปี ทั้งพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ซึ่งในปีที่ผ่านมาศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์สามารถผลิตได้เกินเป้าหมายถึง 10%

ในแต่ละขั้นตอนใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการวิจัยที่แม่นยำ เพื่อตรวจวัดปริมาณระดับชีวโมเลกุลในการวิเคราะห์ทั้งความหอมและความนุ่มของข้าวแต่ละสายพันธุ์ ก่อนจะทดลองปลูกในแปลงวิจัยและขยายสู่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งผ่านกระบวนการคัดแยกและตรวจสอบความสมบูรณ์ ก่อนส่งต่อไปยังศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเมล็ดพันธุ์จากศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ คือ เมล็ดพันธุ์คุณภาพที่พร้อมสร้างผลผลิตและรายได้แก่เกษตรกร

เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ สู่ความยั่งยืน

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ กล่าวถึงภารกิจสำคัญอีกด้านคือ งานถ่ายทอดเทคโนโลยี รับผิดชอบในการส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้กระบวนการผลิต การบริหารจัดการข้าว รวมถึงการดูแลศูนย์ข้าวชุมชน โครงการนาแปลงใหญ่ และโครงการพระราชดำริที่สำคัญ เช่น โครงการเกษตรอทิตยาทร ในพระดำริพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ (ซแรย์ อาทิตยา) และโครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดสุรินทร์ โดยมีเป้าประสงค์เดียวกันคือพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

นายธานีกล่าวถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตว่า ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ไม่เพียงดำเนินภาพกิจด้านงานวิชาการเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวเท่านั้น แต่ยังพุ่งเป้าในเรื่องการให้เกษตรกร อยู่ดีกินดี ด้วยการเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนการผลิต โดยมุ่งไปที่ความยั่งยืน และให้ความสำคัญด้านเกษตรอินทรีย์อย่างมาก เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมมีความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการผลักดันมาตรฐานข้าว GAP (เกษตรที่ดีและเหมาะสม) รวมถึงการพัฒนาข้าวยั่งยืน เพื่อตอบรับออเดอร์จากต่างประเทศ

ข้าวกับชาวสุรินทร์เป็นวัฒนธรรมคู่กันมานาน และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ จะเป็นแหล่งพัฒนาข้าวโดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพและยกระดับราคา ลดต้นทุนการผลิต เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พี่น้องชาวสุรินทร์อยู่ดีกินดี มีรายได้เพิ่มขึ้น มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า” นายธานีย้ำ

ความมุ่งมั่นของศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาสายพันธุ์ แต่คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับชาวนา เพื่อให้ข้าวหอมมะลิไทยยังคงเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นเครื่องมือสร้างชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน