พาลุยตลาดเข้าสวนลิ้มรส “ของดียะลา” แดนใต้สุดสยาม ผลผลิตจากสวนหลังบ้านสู่พืชเศรษฐกิจระดับชาติที่นักท่องเที่ยวต้องตามหา ทั้งทุเรียนสะเด็ดน้ำ กล้วยหินบันนังสตา และข้าวพื้นเมืองยะลา พืชอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นในดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์และขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร

ลิ้มรสทุเรียนสะเด็ดน้ำ ทุเรียนพื้นบ้าน ราชาผลไม้แดนใต้

หากใครได้เดินทางมายะลาในช่วงฤดูกาลผลไม้ (กรกฎาคม-กันยายน) สิ่งแรกที่จะต้องสะดุดตาคือความคึกคักที่ ตลาดแยกมลายูบางกอก แหล่งซื้อขายผลไม้ที่ส่งตรงจากสวนมาเรียงรายอยู่ริมทาง ซึ่งจุดเด่นของทุเรียนยะลานั้นแตกต่าง และได้รับการการันตีคุณภาพคือการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ภายใต้ชื่อ ทุเรียนสะเด็ดน้ำ ครอบคลุม 6 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ หมอนทอง ชะนี ก้านยาว พวงมณี มูซังคิง และโอวฉี่หรือทุเรียนหนามดำ

ความโดดเด่นของทุเรียนยะลา คือการปลูกในพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ทุเรียนเนื้อแห้ง อร่อย มีเอกลักษณ์ ให้รสสัมผัสแตกต่างจากทุเรียนในพื้นที่อื่น ว่าที่ร้อยตรี อ่าหมีด จุมพรัด นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการสำนักงานสภาเกษตรกร จังหวัดยะลา เล่าว่า นอกจากสายพันธุ์ GI ดังกล่าวแล้ว ยะลายังมี “ดาวเด่น” ที่นักชิมยังไม่ค่อยรู้จัก นั่นคือ ทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน โดยเฉพาะสายพันธุ์ ตีมุง ทุเรียนพื้นบ้านในอำเภอบันนังสตา เจ้าของรางวัลชนะเลิศทุเรียนพื้นบ้านภาคใต้ปี 2566 จากการประกวดที่ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ มีเอกลักษณ์ก็คือเนื้อหอม อร่อย เนื้อแห้ง ไม่เหมือนทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านทั่วไป

ซูลกิฟลี ดือแระ เจ้าของสวนทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ตีมุง เล่าว่า ที่มาของชื่อ “ตีมุง” มาจากนามสกุลของคุณแม่ (แมะดะห์ ตีมุง) เกิดจากการกลายพันธุ์ของทุเรียนพันธุ์กระดุม มีต้นแม่ที่ปลูกมานานนับร้อยปี ส่วนต้นที่ให้ผลผลิตนำไปประกวดนั้นมีอายุต้นถึง 50-60 ปี สูงกว่า 20 เมตร ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ซึ่งติดแม่น้ำปัตตานี จึงไม่ต้องดูแลมาก นิยมเก็บผลหล่นโดยไม่ต้องปีนต้นตัด ส่งผลให้ทุเรียนรสชาติเข้มข้น เนื้อหอมอร่อยกว่าทุเรียนตัดจำหน่าย

ทุเรียนพื้นบ้านเราเก็บหล่น ถ้าเป็นเก็บตัดรสชาติต่างกันจะออกหวานน้อย แต่ถ้าหล่นเองรสชาติจะเข้มข้น เห็นต้นสูงแบบนี้หล่นที่พื้นผลไม่แตก เปลือกบางนะแต่ผลไม่แตก เพราะหนามมันแหลมจะเกาะดิน ที่นี่ดินดีไม่แข็ง เราดูแลแบบธรรมชาติมากกว่า ปุ๋ยอะไรผมก็ไม่ค่อยใส่ อาหารสมบูรณ์อยู่แล้ว ธรรมชาติมันดี ได้รางวัลที่ 1 รู้สึกภูมิใจเหมือนกัน เจ้าของสวนเล่าพร้อมรอยยิ้ม

อยากลิ้มลองรสชาติทุเรียนพื้นบ้าน แนะนำให้เที่ยวสวนช่วงต้นฤดูราวเดือนกรกฎาคม ชาวสวนจะเก็บผลผลิตวางจำหน่ายอยู่หน้าสวนและมักจะก่อนขนไปจำหน่ายในเมือง แต่ถ้าหากใครสะดวกเที่ยวในตัวเมืองยะลาก็สามารถเลือกหาซื้อทุเรียนกันได้ที่ตลาดแยกมาลายูได้ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนค่ำ มีชาวสวนจากอำเภอต่างๆ แวะเวียนมาทุกวัน

ชิมกล้วยหินบันนังสตา GI ผลไม้ต้านเบาหวาน

หลังจากอิ่มอร่อยกับทุเรียนแล้ว มาถึงบันนังสตาทั้งทีต้องชิมอีกของดีที่เป็นพืช GI เช่นกัน นั่นคือ กล้วยหินบันนังสตาพืชเอกลักษณ์ประจำถิ่นชนิดแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ของจังหวัด มีกลุ่มชาวบ้านรวมตัวกันแปรรูปให้นักเที่ยวนักชิมแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนที่ กลุ่มพัฒนากล้วยหินฉาบนังตา(นังตา ย่อมาจากบันนังสตา)

ฮารอเม๊าะ โต๊ะแต ประธานกลุ่ม เล่าว่า กล้วยหินพบครั้งแรกบริเวณริมลำธารที่มีซอกหินใน อ.บันนังสตา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “กล้วยหิน” ด้วยลักษณะพิเศษของเปลือกที่หนา และมีสันเหลี่ยมเด่นชัด จึงสามารถกันกระแทกได้ดี ผลจึงไม่ช้ำง่าย และที่สำคัญคือ “รสชาติ”

เนื้อมันอร่อยมาก เนื้อจะเหลืองอ่อนๆ เนื้อแน่น เวลาเอามาทอดแล้วจะกรอบ อร่อย ต้องลองถึงจะรู้ ประธานกลุ่มกล่าวถึงความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร จึงต่อยอดจากการจำหน่ายกล้วยสดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปกล้วยทอดหลากรส สร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างดี เป็นกลุ่มแปรรูปที่พัฒนาต่อยอดได้โดดเด่นที่สุดในจังหวัดยะลา สามารถออกงานแสดงสินค้านานาชาติได้อย่างไม่น้อยหน้า

ประธานกลุ่มเล่าต่อว่า การแปรรูปกล้วยหินสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกได้มากถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน เป็นรายได้เสริมจากอาชีพหลักคือการกรีดยางที่ต้องเว้นช่วงฝนตกไม่สามาถกรีดยางได้ทุกวัน แต่การแปรรูปกล้วยหินสามารถทำได้ตลอดทั้งปีั โดยเฉพาะเทศช่วงเทศกาลมียอดจำหน่ายสูง สมาชิกจะมารวมตัวกันทำงานอย้างคึกคัก

รู้สึกภูมิใจมากๆ สมัยก่อนยังไม่ได้ตั้งกลุ่ม กล้วยหินมีเยอะมาก ราคา 3 บาทต่อหวี ตอนยังเด็กๆ 40 ปีที่แล้ว เคยคิดในใจว่าสักวันเราจะให้คนรู้จักกล้วยหินให้ได้ และตอนนี้เราก็ทำได้แล้ว คือ ได้ขายอยู่ในห้าง The Mall อยู่ในตลาดจริงใจของ Tops ทั่วประเทศ และตอนนี้ก็มีขายที่ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศเลย ลูกค้าบอกด้วยว่าไม่เคยกินกล้วยที่อร่อยแบบนี้ เราเลยว่า ต้องที่นี่ที่เดียวที่จะอร่อย เพราะเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยหินเลยเธอเล่าด้วยความภูมิใจพร้อมรอยยิ้ม

หากใครอดใจไม่ไหว อยากลองลิ้มชิมรสกล้วยหินแดนยะลา สามารถเลือกซื้อหาได้ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือติดตามผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ร้านกล้วยหินแปรรูป ตรานังตา crispy banana Shop

บอกเลยว่าชิมแล้วอาจติดใจเหมือนพวกเรา เพราะไม่ได้แค่หิ้วคนละถุง แต่สั่งส่งกรุงเทพฯ เป็นลังๆ ไปอีก !!

อิ่มข้าวพื้นเมืองยะลา อาหารสุขภาพตำรับใต้

เราเดินทางย้อนเข้าอำเภอเมือง แวะเวียนไปที่ตำบลบุดี จัดหนักเมนูของดีอย่าง “ข้าวยำ” ที่ว่ากันว่าถ้าจะให้เลิศรสและดีต่อสุขภาพต้องใช้ข้าวพื้นเมืองยะลา อย่าง ข้าวหอมมือลอ และ ข้าวเลือดปลาไหล ซึ่งกำลังผลักดันให้เป็นข้าว GI ยะลา ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัว แถมสรรพคุณเพียบ!!

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมาว่า ประโชน์ของจากข้าวเลือดปลาไหลจะช่วยบำรุงข้อเข่าได้ดี เชื่อกันว่าบำรุงพวกข้อและมีประโยชน์ต่อร่างกาย และดีต่อกระดูก มีแคลเซียมค่อนข้างสูง จึงอนุรักษ์พันธุ์นี้ให้คงอยู่ต่อลูกหลาน เพราะลักษณะและสารอาหารเด่นกว่าข้าวพันธุ์อื่น

โรสนี ดอเลาะ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวปลอดสารพิษบ้านบุดี เล่าถึงสรรพคุณพร้อมบอกต่อว่า ข้าวเลือดปลาไหล มีสีเข้มเมล็ดสีแดง ข้าวหอมมือลอ หุงแล้วมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เมล็ดข้าวจะนิ่มกว่าพันธุ์อื่น เมล็ดหักสามารถนำมาแปรรูปเป็นโจ๊ก และแป้งข้าว เพื่อทำขนมพื้นถิ่นชาวมลายูอย่าง ขนมอาเก๊าะ (หวานมันด้วยกะทิ), อาแปกูกุส, และ บอกอฮูบี ต่อยอดเป็นธุรกิจจัดเบรกของว่าง สร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ชุมชนได้ต่อ

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวปลอดสารพิษบ้านบุดีได้รับมาตรฐาน GAP เป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นหลังผ่านระบบโรงเรียนเกษตรกร และมุ่งสู่ข้าวมาตรฐาน GI ร่วมกับเทศบาลบุดี เทศบาลนครยะลา เกษตรจังหวัด ศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี โดยใช้ชื่อ ข้าวหอมมือลอขาวยะลอ และ ข้าวเลือดปลาไหล

เหล่านี้เป็นเพียง “ของดี” ส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า “ยะลา”ไม่ใช่แค่เมืองที่ใครๆ ก็ว่าไกล แต่คือดินแดนที่ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมถูกหลอมรวมอยู่ในทุกอณูของพื้นที่ ผลผลิตทางการเกษตรที่เติบโตจากสวนหลังบ้านได้สร้างคุณค่าเชิงอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างดีเยี่ยม และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความรุ่งเรืองให้ชาวเกษตรแดนใต้

หากคุณมาเยือนยะลา พลาดไม่ได้ที่จะต้องลองชิมของดีเหล่านี้ เพราะนี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ใครที่มาแล้วจะรู้ว่า ยะลาไม่ธรรมดาจริงๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน