กรุงเทพมหานคร ฝุ่นพิษฟุ้งส้มทั้งกทม. PM2.5 เริ่มกระทบสุขภาพคนเมืองหลวง พบชาวกรุง ป่วย 2.7 พันคน เขตสาทรสาหัสสุด 2-10 ธ.ค. เกิดภาวะอากาศปิด คาดความเข้มข้นฝุ่นละอองค่าสูงขึ้น
2 ธ.ค. 68 – ที่ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร สำนักสิ่งแวดล้อม เขตดินแดง ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร สรุปผลการตรวจวัด PM2.5 ประจำวัน ตรวจวัดได้ 38.2-65.8 มคก./ลบ.ม. ค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร 50.6 มคก./ลบ.ม. เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (ค่ามาตรฐาน 37.5 มคก./ลบ.ม.) ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 69 พื้นที่
โดย 12 อันดับ ของค่าฝุ่น PM2.5 เขตสูงสุดในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ 1. เขตสาทร 65.8 มคก./ลบ.ม. 2. เขตบางรัก 61.7 มคก./ลบ.ม. 3. เขตลาดกระบัง 60.1 มคก./ลบ.ม. 4. เขตมีนบุรี 59.5 มคก./ลบ.ม. 5. เขตหนองแขม 56.8 มคก./ลบ.ม. 6. เขตตลิ่งชัน 56.3 มคก./ลบ.ม.
7. เขตคลองสามวา 56.2 มคก./ลบ.ม. 8. เขตราชเทวี 56.1 มคก./ลบ.ม. 9. เขตปทุมวัน 55.2 มคก./ลบ.ม. 10. เขตทวีวัฒนา 55 มคก./ลบ.ม. 11. เขตยานนาวา 54.8 มคก./ลบ.ม. และ12. เขตบางคอแหลม 54.4 มคก./ลบ.ม.
คาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อฝุ่น PM2.5 ระหว่างวันที่ 2-10 ธ.ค. การระบายอากาศส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ไม่ดี/อ่อน ขณะเกิดภาวะอากาศปิดใกล้ผิวพื้น จึงคาดว่าแนวโน้มความเข้มข้นของฝุ่น ละอองมีค่าสูงขึ้น
แต่ในช่วงวันที่ 4 – 6 ธ.ค. ชั้นบรรยากาศใกล้ผิวพื้นมี ลักษณะค่อนข้างเปิดและมีโอกาสเกิดฝนตก จึงคาดว่าแนวโน้มความเข้มข้น ของฝุ่นละอองจะมีค่าลดลงได้ในช่วงดังกล่าว
นายเพชรพงษ์ กำจรกิจการ รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง PM2.5 ในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา ในช่วงเดือน พ.ย. 67 – มี.ค. 68 มีจำนวนผู้ป่วยทั้งสิ้น 2,762 ราย เป็นเพศชาย 1,061 ราย และเพศหญิง 1,611 ราย ทั้งยังพบกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง PM2.5 ตามช่วงอายุ ได้แก่ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 10 ปี 305 ราย และผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 800 ราย
จากสถานการณ์ผู้ป่วยได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงเดือนที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานพบว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบจากปีที่ผ่านมาในช่วงเดียวกัน โดยในช่วง พ.ย. 66 – มี.ค. 67 มีจำนวนผู้ป่วยทั้งสิ้น 1,491 ราย และในช่วงเดือน พ.ย. 65 – มี.ค. 66 มีจำนวนผู้ป่วยทั้งสิ้น 1,098 ราย
ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาในเชิงพื้นที่พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองรายเขต 5 อันดับแรก ได้แก่ เขตหนองแขม 275 ราย เขตคลองสามวา 267 ราย เขตหนองจอก 254 ราย เขตลาดกระบัง 202 ราย และเขตบางนา 93 ราย โดย สนพ. ยังคงติดตามสถานการณ์การได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้สำนักการแพทย์ (สนพ.) ได้จัดตั้งคลินิกมลพิษตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ เริ่มตั้งแต่ปี 2563ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วทั้งสิ้น 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ฯ โรงพยาบาลเวชการุณรัศมิ์ และโรงพยาบาลนคราภิบาล
นอกจากนี้ ได้บูรณาการร่วมกับสำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) ติดตามค่าฝุ่นละอองPM2.5 และประชาสัมพันธ์ค่าฝุ่นละอองPM2.5 ให้ประชาชนได้ทราบผ่านช่องทางต่าง ๆ ของโรงพยาบาล ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ผ่านประกาศของโรงพยาบาล ช่องทางออนไลน์ของโรงพยาบาล เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก และเมื่อค่าฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าเกินมาตรฐานจะเปิดให้บริการคลินิกมลพิษทางอากาศ เพื่อรองรับผลกระทบทางด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ
สำหรับด้านการบริการประชาชน สนพ. ได้เปิดให้บริการสายสุขภาพด่วน 1646 โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ หรือสาธารณสุขผู้เชี่ยวชาญประจำการให้คำปรึกษาและให้ความรู้ด้านผลกระทบต่อสุขภาพเฉพาะบุคคล
รวมถึงการดูแลตนเองขณะที่มีค่าฝุ่นละออง PM2.5 เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการใช้ยาและการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การบันทึกข้อมูลการให้คำปรึกษา เพื่อใช้ประเมินความต้องการและแนวโน้มปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน
พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในช่องทางต่าง ๆ ของโรงพยาบาล การสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้รับบริการและประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ การติดตั้งเครื่องกรองอากาศในพื้นที่ให้บริการแก่ประชาชน และมีมาตรการอื่น ๆ ในการสำรวจและลดแหล่งกำเนิดฝุ่นในโรงพยาบาลตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
ขณะเดียวกัน สนพ. ได้จัดทำห้องปลอดฝุ่นในโรงพยาบาลตามมาตรฐานในศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่คู่นมแม่ในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ทั้ง 8 แห่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5รวมทั้งติดตั้งเครื่องกรองอากาศในพื้นที่ให้บริการแก่ประชาชนและติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality Monitor) ที่ได้รับการสอบเทียบมาตรฐาน เพื่อติดตามคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงการบำรุงรักษาเครื่องกรองอากาศตามกำหนดเวลาอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันได้ดำเนินการสำรวจและลดแหล่งกำเนิดฝุ่นทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยกำชับมาตรการป้องกันการเกิดฝุ่นละอองในพื้นที่ก่อสร้าง หรือปรับปรุงอาคารของโรงพยาบาลสังกัด สนพ. อย่างเคร่งครัด เช่น การปิดคลุมพื้นที่ การพรมน้ำ การล้างล้อรถขนส่ง และการควบคุมฝุ่นที่อาจเกิดจากกิจกรรมอื่น ๆ ภายในโรงพยาบาล เช่น การซ่อมบำรุง การทำความสะอาด
อย่างไรก็ตาม สนพ. ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมสุขภาพ การสร้างเสริมองค์ความรู้ด้านผลกระทบจากฝุ่นละอองต่อสุขภาพ การป้องกัน การเฝ้าระวังโรค ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านบริการและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและปลอดภัย
ด้านนางสาววรนุช สวยค้าข้าว รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงมาตรการรับมือสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า กทม. ได้ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ปี 2568–2569 ในมิติต่างๆ ได้แก่ การควบคุมฝุ่นจากแหล่งกำเนิด การติดตามสถานการณ์ฝุ่นและการแจ้งเตือน รวมถึงการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน พร้อมทั้งประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้าง “กรุงเทพฯ อากาศสะอาด” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
ทั้งนี้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ประกาศให้พื้นที่กรุงเทพฯ เป็นเขตควบคุมมลพิษช่วงเดือน พ.ย.-มี.ค. ของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ ประสบปัญหาค่าฝุ่นละออง PM2.5 เกินมาตรฐานและส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 68 ตลอดจนดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองสะสมตัวเพิ่มขึ้นและคุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพในช่วงระหว่างวันที่ 28 พ.ย. – 2 ธ.ค. 68 ควบคู่กับการรายงานความก้าวหน้าของมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) ครอบคลุมทั้ง 50 เขต เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะ
โดยเมื่อสถานการณ์วิกฤตจะห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปเข้าพื้นที่ ยกเว้นรถที่ขึ้นทะเบียนบัญชีสีเขียว (Green List) ซึ่งได้รับการบำรุงรักษาตามมาตรฐาน อาทิ การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศ รวมถึงยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น EV, NGV และ EURO 5–6 โดยปัจจุบันมีรถลงทะเบียนแล้วกว่า 14,000 คัน และยังเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://lez.bangkok.go.th จนถึงเดือน มี.ค. 69
นอกจากนี้ กทม. ได้ส่งเสริมโครงการ Green List Plus ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมลดมลพิษจากยานพาหนะโดยเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศที่ศูนย์บริการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากภาคเอกชนที่ร่วมโครงการตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือน ม.ค. 69
และในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมโครงการ 348,387 คัน รวมทั้งปรับเพิ่มความเข้มงวดมาตรฐานควันดำไม่เกินร้อยละ 20 จากเดิมร้อยละ 30 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 68 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อให้เจ้าของรถยนต์ดีเซลได้บำรุงรักษารถยนต์ลดควันดำให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
พร้อมทั้งยกระดับการตรวจรถ ในไซต์ก่อสร้างและสถานประกอบการโดยสุ่มตรวจควันดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝุ่น พร้อมกำหนดให้รถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปต้องลงทะเบียน Green List ทุกคัน อีกทั้งได้ยกระดับมาตรฐานการควบคุมมลพิษในสถานประกอบกิจการที่มีหม้อไอน้ำทั้ง 256 แห่งให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษจากปล่องแบบอัตโนมัติ (CEMS)
ตลอดจนปรับเพิ่มความเข้มงวดของค่ามาตรฐานจากปล่องหม้อไอน้ำ อาทิ TSP เข้มข้นขึ้น 78% SO₂ เข้มข้นขึ้น 87% และ NOx เข้มข้นขึ้น 60% ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายเพื่อดำเนินการต่อไป
ขณะเดียวกัน กทม. ได้ร่วมมือกับจังหวัดโดยรอบในการลดการเผาชีวมวล เพื่อลดฝุ่นข้ามเขตและลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน รวมทั้งเร่งเพิ่มจำนวนห้องปลอดฝุ่นภายในโรงเรียนสังกัด กทม. และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กทม. โดยปี 2568 โรงเรียนดำเนินการแล้วเสร็จ 971 ห้อง จาก 1,966 ห้อง คิดเป็นร้อยละ 49 และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนดำเนินการแล้วเสร็จ 115 ศูนย์ จากทั้งหมด 262 ศูนย์ คิดเป็นร้อยละ 44 โดยตั้งเป้าหมายดำเนินการครบทั้งหมดภายในเดือน มี.ค. 69
พร้อมกันนี้ยังได้ขอความร่วมมือภาครัฐและเอกชนปรับรูปแบบการทำงานแบบWork From Home (WFH) ทั้งในรูปแบบที่ประกาศใช้เมื่อค่าฝุ่นสูง รวมถึงรูปแบบที่ขอความร่วมมือให้ปฏิบัติงานจากบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ตลอดช่วงเดือน ม.ค. 68 – มี.ค. 69 สามารถลงทะเบียนร่วมเป็นเครือข่ายได้ที่ https://u.bangkok.go.th/WFH2569 โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมแล้ว 170,093 คน
สำหรับการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ได้ยกระดับเป็นแบบเรียลไทม์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านแอปพลิชัน AirBKK และระบบเตือนอัตโนมัติ สามารถเฝ้าระวังคุณภาพอากาศครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต โดยข้อมูลทั้งหมดถูกรวบรวมและประมวลผลจาก “ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร” ตั้งอยู่ที่สำนักสิ่งแวดล้อม ศาลาว่าการ กทม. (ดินแดง)
โดยติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศรวม 74 แห่งและหน่วยเคลื่อนที่ ประกอบด้วย ตู้คอนเทนเนอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ 4 แห่ง สถานีตรวจวัดแบบเสาเหล็ก 46 สถานี รถตรวจวัดคุณภาพอากาศ 4 คัน และเครื่องวัด PM2.5 พร้อมจอแจ้งเตือนในสวนสาธารณะ 20 แห่ง ข้อมูลจากทุกจุดจะถูกส่งเข้าสู่ระบบแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งมีระบบพยากรณ์สถานการณ์ PM2.5 ล่วงหน้าถึง 7 วันผ่านเว็บไซต์และแอป AirBKK เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที
ส่วนในช่วงที่ค่าฝุ่นมีแนวโน้มสูงขึ้น กทม. ได้เพิ่มรอบการเผยแพร่รายงานสถานการณ์เป็นวันละ 3 ครั้ง ได้แก่ เวลา 07.00 น. 11.00 น. และ 15.00 น.เพื่อให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวัน พร้อมมีคำแนะนำการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพที่ชัดเจน โดยแบ่งตามระดับคุณภาพอากาศ ดังนี้ กรณีที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” (สีส้ม) เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ระหว่าง 37.6 – 75.0 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.)
แนะนำให้ประชาชนทั่วไปใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก และควรสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น ไอ ระคายเคืองตา หรือหายใจติดขัด สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ใช้หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
หากคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ“มีผลกระทบต่อสุขภาพ” (สีแดง) คือค่าฝุ่น PM2.5 มากกว่า 75.1 มคก./ลบ.ม. ขึ้นไป ขอให้ประชาชนทุกคนงดกิจกรรมกลางแจ้ง หากมีความจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองทุกครั้ง
และหากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก เวียนศีรษะ หรือแน่นหน้าอก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวควรอยู่ภายในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษ เตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้อย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์ www.airbkk.com เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร www.pr-bangkok.com เฟซบุ๊ก “ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร” เฟซบุ๊ก “สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร” เฟซบุ๊ก “กรุงเทพมหานคร” แอปพลิเคชัน AirBKK ทั้งระบบ iOS และ Android รวมถึงจอแสดงผล ณ สถานีตรวจวัดและจอเคลื่อนที่ภายในสวนสาธารณะ
รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนช่วยสอดส่องแหล่งกำเนิดมลพิษ หากพบรถปล่อยควันดำ หรือจุดเสี่ยง สามารถแจ้งผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนต่อไป
ขณะที่นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กล่าวว่า สำนักอนามัย (สนอ.) ได้ขับเคลื่อนมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานเขต สำนักการโยธา (สนย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุม ตรวจสอบสุขลักษณะ และกำกับมาตรการลดฝุ่นละอองในสถานประกอบกิจการและสถานที่ที่มีโอกาสก่อให้เกิดฝุ่นสูง เช่น โรงงาน สถานที่ก่อสร้าง งานถมดิน และท่าทราย
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สนอ. ได้ตรวจประเมินสถานประกอบการกลุ่มเป้าหมายแล้ว 1,298 แห่ง รวมทั้งในช่วงค่าฝุ่นสูงได้กำหนดแผนตรวจกำกับดูแลสถานประกอบกิจการคอนกรีตผสมเสร็จที่มีการร้องเรียนบ่อยครั้งและสถานประกอบกิจการที่มีหม้อไอน้ำ รวม 60 แห่ง โดยได้ตรวจประเมินแล้ว 58 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 2 แห่ง ทั้งนี้ ในรายที่พบข้อบกพร่องได้แนะนำให้ปรับปรุงแก้ไข พร้อมตรวจติดตามและกวดขันให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมฝุ่นละอองในช่วงที่มีฝุ่นละอองสูงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ สนอ. ได้เตรียมพร้อมรองรับผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 โดยศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งจะแจ้งเตือนค่าฝุ่นละอองให้ประชาชนทราบ พร้อมจัดเตรียมความพร้อมในพื้นที่รับผิดชอบและศูนย์สุขภาพชุมชน โดยกำหนดมาตรการลงพื้นที่เชิงรุกเมื่อค่าฝุ่นละอองPM2.5 อยู่ระหว่าง 37.6 – 75 มคก./ลบ.ม. ติดต่อกัน 3 วัน หรือกรณีมีค่ามากกว่า 75 มคก./ลบ.ม. ติดต่อกัน 2 วัน
โดยจะออกหน่วยบริการสาธารณสุขเคลื่อนที่จัดทีมปฏิบัติการลงพื้นที่ชุมชน เยี่ยมติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง เยื่อบุตาอักเสบ และโรคหัวใจและหลอดเลือด
รวมถึงสนับสนุนหน้ากากอนามัยให้แก่ประชาชนในวันที่ค่าฝุ่นละออง PM2.5 เกินมาตรฐาน ทั้งภายในศูนย์บริการสาธารณสุขและหน่วยบริการสาธารณสุขเคลื่อนที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในช่วงค่าฝุ่นละอองสูง