ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ระดมกำลังรับมือชายแดนเดือด อพยพแล้วกว่า 29,000 คน สั่งเข้ม “อาหาร น้ำดื่มต้องไม่ขาด” เตรียมการล่วงหน้า อาจยืดเยื้ออย่างน้อย 2 สัปดาห์

วันที่ 8 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่จ.ศรีสะเกษ ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่องหลังเกิดเหตุยิงปะทะระหว่างกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายตั้งแต่ช่วงเช้า ส่งผลให้จังหวัดต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย และเร่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงออกจากเขตรอยต่ออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในอำเภอกันทรลักษ์ ขุนหาญ และภูสิงห์ ซึ่งอยู่ใกล้แนวปะทะมากที่สุด

นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราวในหลายอำเภอเพื่อให้กำลังใจประชาชนผู้ประสบภัย รวมทั้งติดตามสถานการณ์แบบใกล้ชิด พร้อมประชุมร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามข้อมูลสถานการณ์ด้านความมั่นคงและสั่งการแนวทางช่วยเหลือแบบวันต่อวัน

ผวจ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ขณะนี้จังหวัดได้ประกาศอพยพประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงใน 3 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ ไปยังศูนย์พักพิงต่างๆ ที่เตรียมไว้ ซึ่งล่าสุดมีผู้เดินทางเข้าศูนย์พักพิงแล้วมากกว่า 29,000 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงคืนวันที่ 7 ธันวาคม กว่า 6,000 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกในระยะต่อไป

เนื่องจากสถานการณ์การยิงปะทะยังคงเกิดขึ้นประปราย ซึ่งจังหวัดได้จัดตั้งศูนย์พักพิงในทุกอำเภอรวม 159 ศูนย์ และสั่งการเน้นย้ำว่า “อาหาร น้ำดื่ม และระบบสุขอนามัยต้องไม่ขาด” เจ้าหน้าที่ต้องดูแลให้เพียงพอ มีคุณภาพ และสะอาด ปลอดภัยสำหรับประชาชนทุกคน โดยในช่วง 1–2 วันแรกจะให้หน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกุล ได้อนุมัติขยายวงเงินการเบิกจ่ายให้จังหวัดศรีสะเกษเป็นจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดูแลผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยเน้นเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อประชาชนหลายหมื่นคนที่หลั่งไหลเข้าศูนย์พักพิงต่อเนื่อง

ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ยังระบุถึงมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ทุพพลภาพ เด็กเล็ก และสตรีตั้งครรภ์ โดยสาธารณสุขจังหวัดจะเป็นผู้ดำเนินการคัดแยก และจัดพื้นที่เฉพาะเพื่อให้ได้รับการดูแลทางการแพทย์และสุขอนามัยที่ถูกต้อง รวมถึงการดูแลด้านอาหารเฉพาะกลุ่ม ยารักษาโรค และจุดเฝ้าระวังการติดเชื้อโรค

ด้านการบริจาคสิ่งของช่วยเหลือ ผู้ว่าฯศรีสะเกษ กล่าวว่า จังหวัดจะตั้งศูนย์รับบริจาคกลางเพียงจุดเดียวที่ หอประชุมอำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ภายในศาลากลาง เพื่อจัดระบบการรับ–จ่ายสิ่งของให้เป็นระเบียบ ลดปัญหาการซ้ำซ้อน และทำให้สามารถกระจายสิ่งของไปยังศูนย์พักพิงทุกแห่งได้อย่างทั่วถึง หากเป็นการบริจาคจากภาคเอกชน จังหวัดจะประสานให้ ประธานหอการค้าจังหวัด นายรัฐวิทย์ อังคะสกุลเกียรติ เป็นผู้รับผิดชอบประสานงานและจัดระเบียบการรับบริจาคก่อนรวมเข้าสู่ระบบกลางของจังหวัด

ผู้ว่าฯศรีสะเกษ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันจังหวัดมีศูนย์พักพิงรวมทั้งหมด 443 ศูนย์ สามารถรองรับประชาชนสูงสุดได้กว่า 130,000 คน ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อความต้องการในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่หากสถานการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อ อาจจำเป็นต้องขยายศูนย์พักพิงเพิ่มเติมหรือเพิ่มพื้นที่รองรับในจุดต่างๆ เช่น โรงเรียน วัด หรืออาคารของรัฐที่สามารถปรับใช้ได้ทันที

นายอนุรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในระบบราชการ จังหวัดได้รับสั่งการโดยตรงจากนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับประเทศให้ดูแลประชาชนในทุกด้าน ทั้งความปลอดภัย อาหาร น้ำดื่ม และคุณภาพชีวิตในศูนย์พักพิง ทุกอย่างต้องดีและเพียงพอ” พร้อมประเมินว่าสถานการณ์ความไม่สงบครั้งนี้ “อาจยืดเยื้ออย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือราว 14 วัน” จึงต้องเตรียมการล่วงหน้าในทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน