รมว.สุชาติ สั่งกรมอุทยานฯ เตรียมรับ “ไฮซีซั่น-ปีใหม่ 2569” ตอนรับ นักท่องเที่ยวไทย-ชาวต่างชาติ หลั่งไหล สู่ อช.ทั่วประเทศ เน้นความปลอดภัย-ขยะอาหารเป็นศูนย์ เพื่อท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
12 ธ.ค. 68 – นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยว่า ตามที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ได้สั่งการให้กรมอุทยานฯ เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่จะหลั่งไหลเข้าสู่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลปีใหม่ 2569
โดยเน้นย้ำความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ พร้อมผลักดันนโยบาย “ขยะอาหารเป็นศูนย์” (Food Waste Zero) เพื่อมุ่งสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและได้มาตรฐานสากล
นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ทั้งนี้กรมอุทยานฯ ได้เสริมมาตรการความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ในทุกอุทยานแห่งชาติ

จัดเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและชุดกู้ภัยประจำการตามจุดเสี่ยง พร้อมอุปกรณ์กู้ชีพทันสมัย และระบบส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนภารกิจของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน กวดขันวินัยจราจรอย่างเข้มงวด จัดระเบียบการจราจร ป้องกันความแออัด ติดตั้งป้ายเตือน ไฟส่องสว่าง และราวกั้นในจุดเสี่ยงริมหน้าผาหรือทางลาดชัน พร้อมเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง
ด้านเจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มข้นในการดูแลความสะอาดห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ บ้านพัก และระบบสาธารณูปโภคให้พร้อมใช้งาน จัดเตรียมจุดพักรถและบริการน้ำดื่มฟรี พร้อมจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลที่มีเจ้าหน้าที่สื่อสารภาษาต่างประเทศได้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่

กรมอุทยานฯ เน้นย้ำการรักษาความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ ผ่านมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดผ่านโครงการ “ขยะคืนถิ่น” รณรงค์ให้นักท่องเที่ยวนำขยะกลับออกจากอุทยานฯ หรือทิ้งในจุดคัดแยกที่จัดไว้ ห้ามนำ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวและภาชนะโฟม เข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ พร้อมผลักดันนโยบาย “ขยะอาหารเป็นศูนย์” รณรงค์ให้ลดปริมาณขยะอาหาร การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และส่งเสริมการนำภาชนะใช้ซ้ำมาใส่อาหารและเครื่องดื่ม
นอกจากนี้ ยังให้นักท่องเที่ยวงดเว้นการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเข้าเขตอุทยานฯ งดส่งเสียงดังรบกวนสัตว์ป่า ห้ามให้อาหารสัตว์ป่า และห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าพื้นที่อุทยานฯ

ในส่วนของ อุทยานแห่งชาติทางทะเลยังกำหนดให้นักท่องเที่ยว ห้ามใช้กันแดด ที่มีส่วนผสมของสารเคมี ที่กระทบต่อสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล โดยเฉพาะปะการัง
ด้วยธรรมชาติที่สวยงามกรมอุทยานฯ จึงให้ทุกอุทยานแห่งชาติมีพัฒนาเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เช่น ภาคเหนือ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา (น่าน), กิ่วแม่ปาน-อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ (เชียงใหม่), อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว (อุตรดิตถ์), ภูชี้ฟ้า ภาคกลาง/ตะวันออก: อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (นครนายก, สระบุรี, นครราชสีมา, ปราจีนบุรี)

ภาคตะวันตก/กลาง: ยอดเขาโมโกจู-อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ (กำแพงเพชร/นครสวรรค์), ยอดเขาเย็น/ยอดเขาขนุน-อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า (กำแพงเพชร/ตาก) แหล่งทะเล: อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี (กระบี่), หมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน (พังงา), ตะรุเตา (สตูล), เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด (ระยอง)
สำหรับสถิตินักท่องเที่ยว (ปีงบฯ 2568) มีนักท่องเที่ยวรวม 19,332,396 คน โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ เขาใหญ่ (2.14 ล้านคน), หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี (1.87 ล้านคน), เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด (1.04 ล้านคน), ดอยอินทนนท์ (8.65 แสนคน) และ น้ำตกบัวตอง-น้ำพุเจ็ดสี (6.05 แสนคน) ซึ่งกรมอุทยานฯ สามารถจัดเก็บรายได้กว่า 2,208 ล้านบาท

นายอรรถพล กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมฯ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยมาตรฐานการบริการที่ดีที่สุด ทั้งด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดย ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนสืบต่อไป
ทั้งนี้หากพบเหตุฉุกเฉิน สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้ทันที หรือโทรสายด่วนกรมอุทยานฯ 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง