เสียงปืนยังไม่เงียบ! ชรบ. ตั้งด่านเข้ม ห้ามกลับหมู่บ้านชายแดน บ้านพัง–ถนนยุบ ยังเข้าไปสำรวจไม่ได้ หวั่นอันตราย

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณถนนพระวิหาร เส้นทางมุ่งหน้าสู่ชายแดนไทย–กัมพูชา จากอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู ร่วมกับเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (ชรบ.) ตำบล และผู้ใหญ่บ้าน ยังคงตั้งด่านตรวจเข้มตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับรถและบุคคลทุกคนที่ต้องการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่เสี่ยงด้านความมั่นคง

ทั้งนี้ ยังมีประชาชนบางส่วนขออนุญาตผ่านด่าน เพื่อนำหญ้าและอาหารไปให้โค–กระบือ รวมถึงอาหารสุนัข แมว และขอเข้าไปตรวจสอบดูแลทรัพย์สินภายในบ้านเรือน หลังจากอพยพออกจากพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. ก่อนเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.เป็นต้นมา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังเป็นระยะ โดยเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ผ่านเข้าไปได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นจริง ๆ และต้องรีบเดินทางกลับออกมาทันทีเพื่อความปลอดภัย

นายเกษมศักดิ์ พนารินทร์ ซึ่งเดินทางมากับเพื่อน โดยขับรถกระบะบรรทุกหญ้าเต็มคัน มาขอผ่านด่านตรวจ เปิดเผยว่า ต้องการนำหญ้าไปให้วัว–ควายที่ไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน เนื่องจากพื้นที่เกิดการปะทะอย่างหนักก่อนหน้านี้ แม้เจ้าหน้าที่จะห้ามเข้าพื้นที่ แต่เช้าวันนี้สถานการณ์เริ่มเงียบลงบ้าง จึงขออนุญาตเข้าไปดูแลทรัพย์สินและให้อาหารสัตว์ ก่อนจะรีบเดินทางกลับออกมาโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน หมู่บ้านตามแนวชายแดนหลายแห่งได้รับผลกระทบจากกระสุนปืนใหญ่ที่ฝ่ายกัมพูชายิงเข้ามาตกในเขตชุมชน ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย บางหลังถูกกระสุนตกใส่จนเกิดเพลิงไหม้ ฝาบ้านมีร่องรอยจากสะเก็ดระเบิด ถนนกลางหมู่บ้านเกิดหลุมขนาดใหญ่ ลึกกว่า 1.50 เมตร จากแรงระเบิดของกระสุนปืนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าทำการสำรวจความเสียหายได้ เนื่องจากยังคงมีเสียงปืนใหญ่ดังต่อเนื่อง

นายบุญเกิด ตะต้อง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสาธงชัย เปิดเผยว่า สถานการณ์ขณะนี้เสียงปืนใหญ่เริ่มเงียบลงเป็นช่วง ๆ แต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ยังมีการยิงประมาณ 20–30 นัด และในช่วงสายวันนี้ยังมีเสียงดังเป็นระยะ จึงได้แจ้งประชาชนให้เฝ้าระวังและงดเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ ทางอำเภอ หมู่บ้าน และตำบล ได้ใช้การสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ประสานงาน เพื่อแจ้งข้อมูลด้านความปลอดภัยให้ประชาชนรับทราบ ขอให้เลื่อนการกลับเข้าพื้นที่แนวชายแดนออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะสงบอย่างแท้จริง ซึ่งหากปลอดภัยแล้ว ทางราชการจะแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการ พร้อมเตรียมการเข้าตรวจสอบและสำรวจความเสียหายต่อไป

นายบุญเกิด กล่าวย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน แม้จะเข้าใจถึงความห่วงใยทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน แต่ชีวิตมีค่ามากกว่าสิ่งใด ขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการและฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และขอให้ทุกคนใจเย็น อดทนรออีกระยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน