น่าน ล้างกระดานบ้านใหญ่ เลือกตั้ง 2569 พลิกขั้วการเมือง สีแดง ร่วงยกจังหวัด – เขต 2 สะเทือนหนัก ‘ประสิทธิ์’ ล้มแชมป์ 6 สมัย ‘หมอชลน่าน’
วันที่ 9 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเมือง จ.น่าน สั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ภายหลังการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งครองพื้นที่ทั้ง 3 เขตมาอย่างยาวนาน ต้องพ่ายแพ้ยกจังหวัด ส่งผลให้สมรภูมิการเมืองน่านเปลี่ยนขั้วอย่างชัดเจน
ผลคะแนนเบื้องต้นพบว่า เขต 1 และเขต 3 ตกเป็นของ “สีส้ม” พรรคประชาชน โดยเขต 1 นายเชาววิชญ์ อินน้อย ล้มแชมป์เก่าเพื่อไทย เข้าเส้นชัยด้วยคะแนน 34,434 คะแนน
ขณะที่เขต 3 ทนายเจริญ อภิภัทรโกศล สามารถโค่นแชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ได้สำเร็จ นับเป็นการปลดล็อกพื้นที่เดิมของบ้านใหญ่ที่ยึดครองมายาวนาน
แต่สนามที่ถูกจับตามากที่สุดคือ เขต 2 ศึกชนช้าง ระหว่างอดีตรัฐมนตรีและแชมป์เก่า 6 สมัย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว กับผู้ท้าชิงจากพรรคกล้าธรรม ประสิทธิ์ โนทะ ซึ่งสุดท้ายผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการชี้ชัดว่า ประสิทธิ์สามารถโค่นแชมป์เก่าได้สำเร็จ ด้วยคะแนน 38,228 คะแนน สร้างแรงสะเทือนทางการเมืองครั้งสำคัญของจังหวัดน่าน
ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนตัวผู้แทนในพื้นที่ แต่ยังสะท้อนกระแสความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ที่ต้องการเห็นรูปแบบการทำงานและการเมืองแนวใหม่ หลังโครงสร้างเดิมครองพื้นที่มายาวนานหลายทศวรรษ
ภายหลังทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ นายประสิทธิ์ เปิดใจว่า “ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่ของผมคนเดียว แต่เป็นชัยชนะของพี่น้องประชาชนในเขต 2 ทุกคน ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ผมเคารพการทำงานของท่านหมอชลน่านที่ผ่านมา แต่วันนี้ประชาชนได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า น่านต้องเดินไปข้างหน้าด้วยพลังใหม่”
ประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การเข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรจะยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมผลักดันการแก้ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจฐานราก การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่
ตนจะทำงานหนักกว่าที่พูด และจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเสียงของประชาชนมีความหมาย ทุกคะแนนที่มอบให้ผม คือความหวังที่ตนต้องตอบแทนด้วยผลงานจริง นอกจากนี้ ยังย้ำถึงการเมืองเชิงสมานฉันท์ว่า หลังการเลือกตั้งอยากเห็นทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนาจังหวัดน่าน
“ไม่ว่าท่านจะเลือกใคร วันนี้เราคือคนบ้านเดียวกัน ผมพร้อมทำงานกับทุกภาคส่วน เพื่อให้น่านก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง”
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ “ล้มแชมป์ 6 สมัย” ในเขต 2 จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองน่าน และอาจสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในระดับภูมิภาค ที่ประชาชนเริ่มเปิดพื้นที่ให้ผู้นำรุ่นใหม่ หน้าใหม่มากขึ้น
แม้ผลอย่างเป็นทางการต้องรอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่กระแสการเปลี่ยนขั้วครั้งนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสมการการเมืองน่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้การเมืองหลังเลือกตั้งปี 2569 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะนำพาจังหวัดแห่งนี้ไปสู่ทิศทางใหม่เช่นใด


