ฉะเชิงเทรา หนุ่มใหญ่ ของานทำ ก่อนออกลายโจร ปีนบ้านเจ้าของ ขโมยเงินเกินครึ่งแสน วอน ตร.จับกุม ภัยชุมชน หวั่นก่อเหตุซ้ำ กลัวไม่ปลอดภัย ตกดึกถือมีดเดินอยู่ใต้ถุนบ้าน
9 ก.พ. 69 – ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นางเพียงจันทร์ พิบูลย์ปราชญา อายุ 80 ปี ว่า ถูกคนร้ายที่เคยขอมาทำงาน รดน้ำตัดหญ้าภายในสวน ได้ขโมยกระเป๋าเงินไป โดยกล้องวงจรปิด ที่บ้านสามารถจับภาพคนร้ายได้ชัดเจน
ผู้สื่อข่าว จึงเดินทางไปเพื่อตรวจสอบ ที่บ้านเลขที่ 15 หมู่ 7 ตำบลบางพระ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ริมถนนสิริสธร ฝั่งขาเข้าเมืองฉะเชิงเทรา บ้านของ นางเพียงจันทร์ ที่คนร้ายได้ปีนเข้ามา โดยลักษณะเป็นบ้านไม้ 2 ชั้นยกพื้นสูง

คาดว่า คนร้ายน่าจะเหยียบม้าหินอ่อน ก่อนปีนท่อพีวีซีขึ้นไปที่ชั้นสอง แล้วหยิบกระเป๋า ซึ่งวางอยู่กลางบ้าน จากนั้นได้เดินเข้าไปซ่อนตัวอีกห้องทางด้านหลังบ้าน เพื่อหยิบเงินในกระเป๋าแล้วใช้ผ้าปูที่นอนที่อยู่ในห้องนั้น ผูกมัดโรยตัวลงไปทางหลังบ้านแล้วหลบหนีไป
นางเพียงจันทร์ เปิดเผยว่า คนร้ายรายนี้คือ นายสุพิศ ไม่ทราบนามสกุล อายุประมาณ 45 ปี ชายรายนี้ เคยมาของานทำที่บ้าน ตั้งแต่ต้นปี 2567 ตนเองเห็นว่า เป็นคนตกงาน จึงรับให้มาทำงานตัดหญ้า รดน้ำต้นไม้ภายในสวน โดยจ้างเป็นครั้งคราว ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากความสงสาร
จากนั้นนายสุพิศ ก็วนเวียนมาขอทำงานที่บ้านหลายครั้ง ตนเองก็ให้งานทำมาโดยตลอด จนนายสุพิศมาทำงานได้ประมาณ 2-3 เดือน เงินสดในกระเป๋าที่เก็บไว้บนบ้านประมาณ 30,000 ได้หายไป แต่ตอนนั้น ที่บ้านยังไม่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด จึงคิดว่า คนงานที่มาฉีดปลวกขโมยไป แต่ก็ไม่ได้แจ้งความ

ส่วนนายสุพิศ เริ่มมาของานทำบ่อยขึ้น จนเกินความจำเป็น ตนเองก็ตอบปฏิเสธไป หรือบางครั้งไม่มีงานให้ทำ ตนเองก็ให้เงิน นายสุพิศ เล็กๆ น้อยๆ ไปใช้บ้าง โดยไม่ต้องทำงาน แต่ตอนหลัง ตนเองมาทราบว่า นายสุพิศ มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติด จึงรู้สึกหวาดกลัว และไม่ได้จ้าง นายสุพิศ อีกเลย
กระทั้ง วันเกิดเหตุ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ตนเองนอนสระผมอยู่ใต้ถุนบ้าน และเห็น นายสุพิศมาเช่าห้องพักอยู่ด้านหน้าบ้าน เปิดประตูหลังห้องมาเจอตนนอนสระผมอยู่ นายสุพิศจึงเดินเข้ามาคุยด้วย แต่ตนเองไม่อยากคุยด้วย จึงให้ช่างสระผมไปตามเพื่อนบ้านให้มาไล่ นายสุพิศ ออกไป
เมื่อเพื่อนบ้านมาจึงไล่ นายสุพิศ ให้ออกไป ก่อนมีปากเสียงกัน และนายสุพิศ ได้กระโดดเข้ามาต่อยเพื่อนบ้านของตน ก่อนที่ นายสุพิศ จะรีบเดินหลบหนีไป ตนเองจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ใหญ่บ้านให้มาตรวจสอบ แต่ไม่พบตัว นายสุพิศแล้ว จึงพากันเดินไปตรวจสอบห้องพักของ นายสุพิศ ที่อยู่หน้าบ้านของตน ก็ไม่พบ นายสุพิศ และคิดว่า นายสุพิศ น่าจะหนีไปไกล และไม่กลับมาแล้ว จึงมานอนสระผมต่อที่ใต้ถุนบ้าน

กระทั่งช่างสระผมเสร็จ ตนเองจึงขึ้นมาบนบ้าน เพื่อจะหยิบกระเป๋านำเงินไปจ่ายช่างสระผม แต่พบว่า กระเป๋าผ้า ซึ่งด้านในมีกระเป๋าเงินได้หายไป จึงแจ้งให้ลูกๆ เปิดกล้องวงจรปิดดู จนพบว่า นายสุพิศ แอบปีนขึ้นมาบนบ้านเข้ามาขโมยกระเป๋าไป และนำเงินสดด้านในออก และนำกระเป๋าไปวางซ่อนไว้อีกห้องด้านหลังบ้าน ก่อนจะใช้ผ้าปูที่นอนผูกแล้วโรยตัวลงมาหลบหนีไป
โชคดียังดีที่ในกระเป๋าผ้า ซึ่งมีสร้อยนาคที่ขาด และพระเลี่ยมทองน้ำหนัก 2 บาท ห่อกระดาษทิษชูไว้ในกระเป๋าเล็กด้านข้าง ทำให้ นายสุพิศ มองไม่เห็น จึงไม่ได้เอาไป
นางเพียงจันทร์ เปิดเผยต่อว่า เคยแจ้งความไปแล้วหลายครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่สามารถจัดการกับ นายสุพิศได้ นอกจากนี้มีเงินสดที่ใส่ไว้ในกระเป๋าได้หายไป ประมาณ 30,000 บาท เมื่อต้นปีที่แล้ว โดยตอนแรกคิดว่าคนฉีดปลวกได้มาขโมยไป แต่ตอนนั้นไม่มีหลักฐาน เพราะยังไม่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด

แต่พอมาวันนี้ จึงคิดว่า คนที่มาขโมยเงินรอบแรก ก็น่าจะเป็น นายสุพิศ ที่เข้ามาขโมย จึงอยากจะวิงวอนตำรวจ ช่วยจับกุม นายสุพิศ ให้ได้โดยเร็ว เพราะถือเป็นภัยต่อชุมชน และกังวลว่าอาจก่อเหตุซ้ำหากยังปล่อยไว้แบบนี้ โดยไม่มีการดำเนินการใดๆ
ซึ่งตอนนี้ ก่อนนอนต้องตรวจสอบประตูหน้าต่างให้แน่นหนา เพราะไม่รู้ว่า นายสุพิศ จะย้อนกลับมาอีกหรือไม่ ขนาดมีลูกๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมานอนเป็นเพื่อน แต่ก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะบางคืนได้ยินเสียงคนเดินอยู่ใต้ถุนบ้าน เพื่อมาเปิดกล้องดูก็พบว่า นายสุพิศ ถือมีดทำครัว เดินอยู่ใต้ถุนบ้านของตนเอง