เปิดปฎิบัติการณ์! ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน ย่องเงียบสุ่มตรวจ ‘หมู่เกาะสิมิลัน’ ซ้ำรอบ 2 ไม่พบ ‘ตั๋วผี’ เจอเล่ห์ใหม่ จงใจ ขน นทท.เกินโควตา ยอมเสียค่าปรับที่ต่ำกว่ากำไรที่โกยได้
วันที่ 19 ก.พ.2569 นายทวิชาติ นิลกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9 นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง นายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ร่วมกว่า 30 นาย ซึ่งเป็นคณะทำงานชุดเฉพาะกิจติดตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่ภาคใต้ หรือ ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน
ลงพื้นที่ตรวจสอบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 2 ทีม ประจำจุดจัดเก็บบริเวณ ‘เกาะสี่’ และ ‘เกาะแปด’ (อช. สิมิลัน) เพื่อสังเกตการณ์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่พร้อมกัน โดยไม่มีการแจ้งหรือบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นครั้งที่ 2 โดยมี นายศิริวัฒน์ สืบสาย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน และผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานฯ เข้าให้ข้อมูลและชี้แจงการดำเนินงาน
สืบเนื่องจากรอบก่อนหน้านี้ปี 68 ที่ผ่านมา จากการติดตามการจัดเก็บรายได้ ‘สิมิลัน’ ได้มีการสุ่มตรวจเรือจำนวน 10 ลำ ในห้วงระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏพฤติการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐปล่อยปละละเลย และเพิกเฉย ไม่นับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางลงมาจริง กับจำนวนตั๋ว e-ticket ที่ซื้อมา

ซึ่งตอนนั้นพบว่ามีการซื้อมาไม่ตรงประเภท และซื้อไม่ตรงตามจำนวน โดยซื้อตั๋วในอัตราคนไทยจำนวนมาก แต่ผู้เข้าพื้นที่จริงเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อ ป.ป.ช.พบเห็น ทางอุทยานก็ได้ดำเนินการปรับไปขณะนั้น จำนวน 10 ลำ ซึ่งเป็นเงินปรับจำนวนเงินประมาณ 170,000 บาท
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ขณะนี้ทาง ป.ป.ช.ได้ยกเหตุอันควรสงสัย เพื่อตั้งเรื่องดำเนินการตามขั้นตอนไต่สวน เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ในการที่ไม่ตรวจนับให้เป็นไปตามจำนวนจริงของนักท่องเที่ยว

นายยุทธนา วิมลเมือง ในฐานะเลขาคณะทำงาน ฉก.ป.ป.ช. อันดามัน กล่าวว่า ป.ป.ช.มาตรวจซ้ำอีก 1 ครั้ง ก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจที่จะละเลย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เหมือนเช่นครั้งก่อน รวมไปถึงพฤติกรรมของบริษัทฯทัวร์เอง ก็ยังไม่ปรากฏว่าจงใจ หรือเจตนาที่ซื้อไม่ตรงตามจำนวนหรือประเภทนักท่องเที่ยว ก็ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
และจากข้อมูลมีสถิติว่า สามารถดำเนินการปรับเรือที่ซื้อตั๋วไม่ตรงประเภทหรือจำนวน หรือนำนักท่องเที่ยวเข้ามาในอุทยานโดยไม่ซื้อตั๋ว ได้ค่าปรับกว่า 5 แสนบาท ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่จากข้อมูลเชิงลึกที่ ป.ป.ช.มีอยู่ ว่าบางบริษัททัวร์ จงใจหรือเจตนาที่จะฝ่าฝืนจำนวนซีซี หรือการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในอุทยาน โดยการนำนักท่องเที่ยวเข้าไปเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ โดยยินยอมให้ทางอุทยาน ดำเนินการปรับ และบริษัทยอมจ่ายค่าปรับครั้งแรกเพียงแค่จำนวน 5,000 บาท ซึ่งบริษัทดังกล่าวสามารถจำหน่ายตั๋ว ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลำหนึ่งเกือบ 1 แสนบาท
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อการซื้อตั๋วยอดนักท่องเที่ยวเต็มแล้ว แต่บางบริษัทยังฝ่าฝืนนำนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นมาเต็มลำเรือจำนวน 68 คน โดยจ่ายค่าปรับกับทางอุทยานรายละ 500 บาท และจ่ายค่าปรับลำเรือผิดครั้งแรก 5,000 บาท รวมค่าปรับทั้งสิ้นประมาณ 39,000 บาท ตรงนี้เองอุทยานต้องมีมาตรการ โดยเคร่งครัด กับบริษัทที่จงใจ หรือเจตนาที่จะฝ่าฝืนจำนวนซีซี หรือไม่ซื้อตั๋วในระบบมา และต้องดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวด้วย หากถูกปรับเกิน 3 ครั้ง ในห้วง 1 ฤดูการท่องเที่ยว

“มองว่าจำนวนค่าปรับน้อยเกินไปกับจำนวนเงินที่บริษัทได้รับ ยกตัวอย่างเช่น เรือ 1 ลำสามารถพานักท่องเที่ยวมาได้ 30 คน จำหน่ายตั๋วมาในคนละ 3,000 บาท ซึ่งสามารถมีรายได้จำนวน 90,000 บาท แต่ยอมแลกกับค่าปรับจำนวน 5,000 บาท ก็ถือว่าคุ้มกับบริษัท ฉะนั้นต้องมีมาตรการเพิ่มจำนวนค่าปรับ รวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาต” นายยุทธนา กล่าว
ด้าน นายทวิชาติ นิลกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9 ในฐานะที่ปรึกษาคณะทำงาน ฉก.ป.ป.ช. อันดามัน กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้มีการแจ้งมาก่อนล่วงหน้า และเราได้ลงพื้นที่มาซ้ำๆหลายครั้ง เพื่อที่จะดูว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นบ้างหรือไม่ ในเรื่องของการป้องปราม เพื่อไม่ให้เงินรายได้อุทยานฯรั่วไหลออกไปนอกระบบ หรือป้องปรามไม่ให้ทุจริต ซึ่งการลงมาครั้งนี้พยายามจะมาดูว่าดีกว่าการลงครั้งก่อนมากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้การลงพื้นที่ซ้ำของ ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน ครั้งนี้ แม้ไม่พบ “ตั๋วผี” ซ้ำรอยเดิม แต่ได้สะท้อนให้เห็นอีกมุมของปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งช่องว่างของระบบจัดเก็บรายได้ การบังคับใช้กฎหมาย และความคุ้มค่าของอัตราค่าปรับที่อาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ หากยังปล่อยให้บางบริษัทมองค่าปรับเป็นเพียง “ต้นทุน” ที่ยอมจ่ายได้ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติระดับโลกอย่างหมู่เกาะสิมิลันย่อมเสี่ยงต่อความเสียหายในระยะยาว บททดสอบต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่การสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แต่คือการยกระดับมาตรการให้เฉียบขาด โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้รายได้ของแผ่นดินไม่รั่วไหล และการท่องเที่ยวเดินหน้าไปพร้อมกับการอนุรักษ์อย่างแท้จริง