กรมลดโลกร้อน หนุน บ้านทุ่งศรี’ จ.แพร่ ช่วยพลิกวิกฤตจากชุมชนล้มเหลว สู่ชุมชนต้นแบบคาร์บอนเครดิต ร่วมรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ให้ชุมชน
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ กรมลดโลกร้อน พาสื่อมวลชน ลงพื้นที่บ้านทุ่งศรี ม.3 ต.ทุ่งศรี อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ซึ่งเป็นต้นแบบชุมชนคาร์บอนเครดิต โดยมีนายธีรวัฒน์ ต๊ะวิกา ผู้ใหญ่บ้านทุ่งศรี พาเยี่ยมชมกิจกรรมศูนย์เรียนรู้ชุมชนปลอดขยะชุมชนบ้านทุ่งศรี

นายธีรวัฒน์ เปิดเผยว่า อดีตที่ชุมชนแห่งนี้ มีต้นทุนติดลบ สิ่งที่มีและสิ่งที่อยากมีมันแตกต่างกันมาก แต่เดิมพืชผลทางการเกษตรต้องกระตุ้นด้วยสารเคมี ประกอบกับชาวบ้านดื่มเหล้ากันเยอะ สุดท้ายทำให้คนในชุมชน โดยเฉพาะผู้ชายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจำนวนมาก นอกจากนี้การกำจัดวัชพืช การเผาเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ชาวบ้านต้องสูดดมมลพิษ เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เป็นหอบหืด นี่คือบทเรียนและผลกระทบจากมลพิษหมอกควัน
“แต่เดิมชาวบ้านไม่เคยคัดแยกขยะ ทิ้งทุกอย่างในถังขยะ ขยะล้นบ้าน เทศกาลจัดเก็บอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ทำให้เกิดการหมักหมม ช่วงกลางคืนมีสุนัขมาคุ้ยขยะ กลายเป็นชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมไม่ดี จึงเกิดคำถามว่ามีใครอยากอยู่ในหมู่บ้านแบบนี้หรือไม่ เพราะถือว่าเป็นชุมชนล้มเหลว พืชผลทางการเกษตรคาดการณ์ไม่ได้ เป็นหนี้สิน มีสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่แย่”

ผญบ.บ้านทุ่งศรี เล่าอีกว่า ชุมชนใช้เวลาเรียนรู้และปรับวิถีชีวิตมาตลอดเกือบ 20 ปี กระทั่งในปี 54 ชนะโครงการชุมชนปลอดขยะระดับประเทศ ของกรมลดโลกร้อน นอกจากนี้ยังได้รางวัลแหล่งเรียนรู้ชุมชนคุณธรรมต้นแบบ มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย โครงการหมู่บ้านสุจริต ชุมชนบ้านทุ่งศรีกลายเป็นต้นแบบชุมชนคาร์บอนเครดิต มีการสาธิตกิจกรรมต่างๆ เช่น การหมักปุ๋ยระบบกองเติมอากาศเป็นนวัตกรรมที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการผลิตปุ๋ยหมักที่มีความเหมาะสมกับบริบทของเกษตรกรในชนบทไทย สามารถผลิตปุ๋ยหมักในเชิงพาณิชย์เป็นอาชีพเสริมได้โดยไม่ต้องพลิกกองปุ๋ยและได้ผลผลิตในเวลาอันสั้น สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจของชุมชนและเป็นการนำเศษวัชพืชแทนการเผา ช่วยรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง

“นอกจากนี้เรายังเน้นการกระจายโอกาสให้คนในชุมชน มีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมเช่นบ้านดอกไม้กับงานกะลา เป็นงานฝีมือที่ทำจากกะลามะพร้าวไม่ว่าจะเป็นกระบวยทัพพีถ้วย กิจกรรมบ้านสาวน้อยตัดตุงเป็นกิจกรรมการทำตรงล้านนาที่หลากหลายรูปแบบรวมทั้งผลิตภัณฑ์รีไซเคิลจากกล่องนมสร้างชิ้นงานเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้กับชุมชน โดยชุมชนแห่งนี้จึงเป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีหลายหน่วยงานเข้ามาศึกษาและนำไปต่อยอดในพื้นที่ของตนเอง”
