กรมลดโลกร้อน เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านน้ำพร้าว ชูโมเดล “ต้นแบบกาแฟแก้การเผา ลดโลกร้อน” ฟื้นฟูป่าอย่างยั่งยืน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวจ.แพร่

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ชุมชนบ้านน้ำพร้าว ต.ไทรย้ย อ.เด่นชัย จ.แพร่ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน ณ ชุมชนบ้านน้ำพร้าว โดยมีนายประจักร์ จินดาจำรูญ นายอำเภอเด่นชัย พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนในพื้นที่ และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 150 คน

นายโกเมศ กล่าวว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาและเสริมศักยภาพ “ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน” (Community Learning Centre for Climate Action) เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ปฏิบัติได้จริง (Best Practice) ในระดับภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) และการสร้างมูลค่าตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG (BCG Model)

โดยชุมชนบ้านน้ำพร้าว ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่สำคัญของภาคเหนือ โดยเฉพาะในด้านการจัดการไฟป่าและหมอกควัน ซึ่งในอดีตพื้นที่แห่งนี้ประสบปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและไฟป่าที่เกิดขึ้นทุกปี แต่ด้วยพลังความร่วมมือของเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) และคนในชุมชน จึงได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบเกษตรผสมผสาน โดยการปลูกกาแฟร่วมกับการอนุรักษ์ผืนป่า ซึ่งจุดเด่นของศูนย์เรียนรู้แห่งนี้คือ “กาแฟอาราบาซอลท์” (Arabasalt Coffee) ที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร การปลูกกาแฟในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ยังเป็นการ “สร้างป่า” เพื่อช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกและลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 จากต้นเหตุคือการเผาป่า


นายโกเมศ กล่าวต่อว่า ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนบ้านน้ำพร้าวนับเป็นต้นแบบสำคัญของภาคเหนือในการบูรณาการงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนตามแนวทาง BCG โดยใช้โมเดล “กาแฟแก้การเผา” ซึ่งเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ควบคู่กับการฟื้นฟูผืนป่าและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชน สะท้อนรูปธรรมของการขับเคลื่อนนโยบายสภาพภูมิอากาศจากระดับพื้นที่สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานในปีต่อๆ ไป กรมฯ มีแผนที่จะเปิดศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง เพื่อขยายศูนย์เรียนรู้ให้ครอบคลุม 6 ภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร ภายในปี 2570 จึงมุ่งหวังให้ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้เป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไป


ด้านนายสุชาติ สมบูรณ์เถกิง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านน้ำพร้าว ม.6 ต.ไทรย้อย เล่าว่า ตนได้นำกาแฟอะราบิก้ามาทดลองของไร่ตัวเองเพียง 2-3 ปีก็ติดดอกออกผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อกาแฟได้ผลผลิตในช่วงแรกไม่เยอะมากเลยลองคั่วแล้วแบ่งปันเพื่อนฝูง ปรากฏว่ามีรสชาติที่โดดเด่นเฉพาะตัวและเป็นที่ติดใจของคอกาแฟจึงคิดสร้างสตอรี่ต่อยอดและตั้งชื่อแบรนด์ให้ติดหู สำหรับกาแฟ อาราบะซอลท์ มาจากชื่อพันธุ์กาแฟอะราบิก้า ที่ปลูกบนดินภูเขาไฟผุกร่อนที่เกิดจากหินบะซอลต์ โดยปัจจุบันขายกิโลกรัมละ 2,000 บาท

กาแฟอาราบะซอลท์ เป็นพืชที่ต้องการความชื้น และการที่นำกาแฟมาปลูกในป่าชุมชน สลับกับไม้พื้นถิ่น ซึ่งทำให้ชาวบ้านต้องช่วยกันดูแล อนุรักษ์ป่า จึงเป็นที่มาของกาแฟแก้การเผา ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้ และรายได้จากกาแฟอาราบะซอลท์ 40% หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วใช้ในการดูแลป่าดูแลสวัสดิการกองอาสาป้องกันไฟป่าหมอกควัน บ้านน้ำพร้าวขยายแนวคิดไปสู่ชุมชนและพื้นที่อื่นๆ ทำให้ร้านกาแฟในจังหวัดแพร่ใช้เมล็ดกาแฟจังหวัดแพร่จากเครือข่ายกาแฟแก้การเผาและส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ไปควบคู่กัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน