หนุ่มซิ่งเก๋งชนกระบะขับหนีคู่กรณีไม่ยอมจอด สุดท้ายเสียหลักพุ่งชนไรเดอร์กับผู้โดยสาร เจ็บสาหัส 2 อ้างเบรกไม่อยู่ พบสภาพคล้ายคนมึนเมาให้การวกวน

วันที่ 16 เม.ย.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี รับแจ้งมีเหตุรถเก๋งพุ่งชนรถ จยย. ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย เหตุเกิดใกล้ปากซอย พิบูลสงคราม 1 ถนนพิบูลสงคราม ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี หลังรับแจ้งไปตรวจสอบพร้อมอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง ชนกวาดรั้วราวเหล็กพังเสียหาย สภาพหน้ารถพังยับเยิน ล้อหน้าขวายางแตก ส่วนท้ายรถสภาพพังเสียหาย

ด้านหน้ารถเก๋งพบผู้บาดเจ็บ เป็นชายไม่ทราบชื่ออายุประมาณ 30 ปี ขี่รถจยย.ฮอนด้า เวฟ สีดำ สภาพถูกชนท้ายพังเสียหาย โดยพบว่าทำงานเป็นไรเดอร์รับส่งผู้โดยสาร มีบาดแผลถลอกตามร่างกาย มีเลือดไหลออกปากออกจมูก ชีพจรเต้นช้า

กู้ภัยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งรักษา ต่อ รพ.พระนั่งเกล้า นอกจากนี้มีผู้โดยสารที่มากับรถจยย.ชื่อ นายเอ อายุ 18 ปี ได้รับบาดเจ็บขาขวาหัก กู้ภัยได้นำตัวส่ง รพ.พระนั่งเกล้า ไปก่อนหน้าแล้ว

ต่อมามี นายโสพณ อายุ 62 ปี เดินทางมาที่เกิดเหตุแจ้งว่า ถูกรถเก๋งคันดังกล่าวชนบริเวณวงเวียนหน้าการไฟฟ้าบางกรวย แล้วหลบหนีมาก่อนจะมาพุ่งชนรถ จยย.

นายโสภณ อายุ 26 ปี พลเมืองดี กล่าวว่า ตนขับรถจยย.ออกมาจากบางกรวย แล้วเห็นรถเก๋งชนกับรถกระบะตรงแยกการไฟฟ้าที่จะออกถนนเลียบทางรถไฟ ตอนแรกคิดว่าเขาจะจอด แต่กลับขับหนีออกไป ตนจึงขับตามไล่ตามมาจนถึงแยกพระจอมเกล้า

แล้วเพื่อนอีกคนขับตามมาทันก็ลงไปเคาะกระจกรถถามคนขับเขา แต่เขายังจะขับรถชนเพื่อนตนอีกจากนั้นจึงขับรถหลบหนีมา จนตนขับไล่ตามมาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งมีพยานที่ยืนอยู่บอกว่าเห็นรถเขายางแตกมาก่อนแล้ว

ก่อนที่รถจะเสียหลักไปชนรั้วราวเหล็กก่อนและชนเข้ากับรถ จยย.ไรเดอร์ที่ขับอยู่จนได้รับบาดเจ็บ และมีผู้โดยสารนั่งมาด้วยได้รับบาดเจ็บขาหัก

ส่วน นายกฤต (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี คนขับรถเก๋งยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ ให้การจับใจความได้เพียงว่า ก่อนหน้าได้เกิดเหตุชนกับรถมาก่อนแล้ว ก่อนขึ้นสะพานพระราม 7 เนื่องจากเบรกไม่อยู่ บ้านอยู่ย่านพระราม 5 ขณะเกิดเหตุไม่ได้ดื่มเหล้า

หลังตำรวจสอบภามเบื้องต้น ได้ส่ง นายกฤต คนขับรถเก๋ง ไป รพ.พระนั่งเกล้า ตรวจรักษาอาการบาดเจ็บ พร้อมกับให้แพทย์ ตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณแอลกอฮอล์ และสารเสพติดในร่างกายด้วย

เนื่องจาก นายกฤต คนขับรถเก๋งอยู่ในสภาพคล้ายคนมึนเมาให้การวกวนและได้รับบาดเจ็บทำให้เป่าเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องใช้วิธีเจาะเลือดตรวจวัดแอลกอฮอล์แทน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน