รุดช่วยเด็กชายวัย 10 ขวบ ถูกพ่อบังคับไม่ให้เรียน กักขังไว้ในบ้าน อ้างเป็นสิทธิ์ของตัวเองที่จะตัดสินใจไม่ให้ลูกเรียน
วันที่ 23 เม.ย. 69 นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.นนทบุรี เขต 2 พรรคประชาชน พร้อมด้วยนางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็ก จ.นนทบุรี นายก้องเกียรติ มณฑาพันธุ์ ปลัดอำเภอเมืองนนทบุรี พ.ต.ท.เสกสรร จันทร์เกลี้ยง สวป.สภ.บางศรีเมือง และเจ้าหน้าที่ พมจ.นนทบุรี นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักหลังหนึ่ง ใน จ.นนทบุรี
หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านในชุมชนว่า นายหนึ่ง (นามสมมติ ) อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นพ่อของเด็กชายบีวัย 10 ขวบ กักขังลูกไว้ในบ้านพักโดยไม่ให้ลูกชายออกไปโรงเรียนตั้งแต่ ป.1 จนเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา นอกจากนี้นายหนึ่งยังมีพฤติกรรมคลุ้มคลั่งอาละวาดตะโกนเสียงดังโวยวายใส่เพื่อนบ้านเป็นประจำ และยังชอบโพสต์โชว์อาวุธมีดชนิดต่างๆอีกด้วย จึงเกรงว่าเด็กและคนในบ้านจะเป็นอันตราย
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่านายหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านพักหลังดังกล่าวกับเด็กชายบีลูกชายวัย 10 ขวบ และย่าทวด ตา และ น.ส.เอ อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเด็กชายบี รวมทั้งหมด 5 คน
โดยทางเจ้าหน้าที่ได้เรียกตัวนายหนึ่งออกมาจากบ้านเพื่อสอบถามและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนที้ได้รับแจ้งมา
นายหนึ่ง กล่าวว่า ตนยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมาก่อนจะมีลูกชาย ตนเคยติดยาเสพติดลองมาหมดแล้วทุกประเภท จนกระทั่งเคยถูกจับติดคุกไปแล้วก็เลิกเสพยาตั้งแต่นั้นมา เรื่องร้องเรียนที่กล่าวหาว่าตนไปอาละวาดโวยวายเสียงดังใส่เพื่อนบ้านนั้น เป็นเพราะตนรำคาญที่เพื่อนบ้านชอบตั้งวงเหล้ากินกันเสียงดังก่อน
ตนจึงได้ตะโกนด่าทอต่อว่ากลับไปจนกลายเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทกัน และตนก็ถูกรุมทำร้ายมาแล้วจึงต้องเตรียมอาวุธมีดไว้ป้องกันตัว
นายหนึ่ง กล่าวอีกว่า เรื่องที่ตนตัดสินใจไม่ให้ลูกชายตนไปโรงเรียนตั้งแต่ ป.1 นั้น เป็นเพราะลูกชายตนเองถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนกลั่นแกล้งมาจนตกบันไดที่โรงเรียนมาแล้ว จากนั้นตนได้ย้ายโรงเรียนลูกมาอีก 2 โรงเรียน แต่ลูกตนก็ยังถูกแกล้งอีก
ตนจึงตัดสินใจไม่ให้ลูกไปโรงเรียนอีกเลย แต่ลูกชายของตนนั้นสามารถอ่านออกเขียนได้ และเป็นสิทธิ์ของตนที่จะตัดสินใจให้ลูกเรียนต่อหรือไม่ก็ได้ ตนไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายอะไร
ด้านนางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ ส.ส.นนทบุรี กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องที่ร้องเรียนมา พบว่าเด็กไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาต่ออย่างที่ควรได้รับ ตนจะนำเรื่องนี้ไปคุยกับทาง ผอ.รร.ในพื้นที่เพื่อนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป ซึ่งอาจจะต้องปรึกษาและวัดความรู้เรื่องการศึกษาของเด็กเพื่อหาทางให้เด็กได้กลับไปเรียนต่อไป
เด็กชายบี กล่าวว่า ตนเคยเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนแล้วถูกเพื่อนผลักตกบันไดมาก่อน แต่เพื่อนคงไม่ได้ตั้งใจ พอตนเอาเรื่องมาบอกพ่อว่าตนถูกเพื่อนแกล้งจนตกบันไดมา พ่อก็เลยไม่ให้ตนไปโรงเรียนอีกเลย เพราะพ่อเป็นห่วงตน กลัวตนไปถูกเพื่อนแกล้งอีก ทุกวันนี้ตนอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน ไม่มีเพื่อนเล่นเลย ตนอยากกลับไปเรียนหนังสือต่อจะได้มีเพื่อนเล่นด้วย
ทางด้าน น.ส.เอ ลูกพี่ลูกน้อง กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางคนในครอบครัวได้พยายามเกลี้ยกล่อมนายหนึ่งในส่งลูกไปโรงเรียน แต่ก็ถูกนายหนึ่งหาข้ออ้างสารพัดมาอ้างไม่ให้ลูกไปโรงเรียน ตนก็อดสงสารหลานไม่ได้ ที่ไม่ได้ไปโรงเรียนตามปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่ตนเคยถามหลานอยู่บ่อยครั้งว่า เขาอยากไปโรงเรียนไหม ซึ่งหลานก็ตอบว่าอยากไปโรงเรียนเพราะสนุกและเพื่อนเล่น
ส่วน นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็ก จ.นนทบุรี กล่าวว่า ในเบื้องต้นทางบ้านพักเด็กจะรับตัวเด็กชายไปอยู่ในความคุ้มครองก่อน เพื่อเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาไปหลายปี
หลังจากนั้นจะประสานกับทางโรงเรียนในพื้นที่เพื่อหาทางให้เด็กได้กลับไปเรียนต่อ แต่ต้องมีกระบวนการตกลงทำความเข้าใจกับทางพ่อของเด็กอีกที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากลงพื้นที่พูดคุยกับนายหนึ่งผู้เป็นพ่อของเด็กชายวัย 10 ขวบแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายหนึ่งไปตรวจสภาพจิตที่โรงพยาบาลเพื่อประเมินสภาวะความเป็นผู้ปกครองต่อไป
ขณะเดียวกันทาง พมจ.นนทบุรี ได้รับตัวเด็กชายดังกล่าวไปอยู่ในความคุ้มครองดูแลเพื่อเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กต่อไป