สมาคมพัฒนา พื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียน บุก กทม. ยื่นหนังสือถึง ผู้ว่าฯชัชชาติ ค้าน คก.ก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นซัด วงเงิน1.6พันล้านด้านกทม.ยันเดินหน้าต่อ หวังคืนพื้นที่ป่า

23 เม.ย. ที่ศาลาว่าการกทม. นายสุธี ช้างเจริญ นายกสมาคมพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน พร้อมชาวบ้านพื้นที่ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน เดินทางมายื่นหนังสือ ถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.

เพื่อคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นในทะเล ตามโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และศูนย์สำรวจ และเฝ้าระวังชายฝั่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานเลขานุการผู้ว่าฯกทม. เป็นผู้รับเรื่องแทน

นายสุธี กล่าวว่า สมาคมพัฒนาพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นเจ้าของที่ดิน ผู้อยู่อาศัย และผู้ทำกินในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เขตบางขุนเทียน มีความกังวลต่อโครงการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น/ชะลอคลื่น ในเขตพื้นที่ทะเลสาธารณะบางขุนเทียน

ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ จึงทำหนังสือคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น/ชะลอคลื่นในทะเล เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เป็นการใช้งบประมาณจำนวนมากทิ้งในทะเล เพราะโครงการดังกล่าวป้องกันไม่ได้

อีกทั้งคลื่นน้ำยังซัดเข้าพื้นที่ พร้อมเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้าง จากการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นในทะเลเป็นการก่อสร้างเขื่อนกันน้ำเซาะในบริเวณที่ดินของประชาชนที่ติดกับทะเลแทน อันเป็นแนวทางที่มีการนำไปใช้ในพื้นที่บางปู จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งสามารถป้องกัน การกัดเชาะชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนได้มากกว่า

นายสุธี กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบพบความไม่โปร่งใสของโครงการดังกล่าว 4 ประเด็น ดังนี้ 1. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิงแวดล้อม (EIA) ของโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน หมดอายุไปแล้วตั้งแต่

24 ธ.ค. 67 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนวันหมดอายุ ยังไม่เคยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างหรือมีกิจกรรมทางกายภาพในพื้นที่ มีเพียงการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อขออนุมัติงบประมาณ และขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ป่าชายเลน

ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเริ่มดำเนินโครงการ เป็นเพียงขั้นตอนการขออนุญาตประกอบการ ยังไม่ใช่การเริ่มลงมือทำโครงการ เมื่อยังไม่ลงมือ สภาพป่าชายเลนหรือชุมชนรอบข้างอาจเปลี่ยนไปจนมาตรการใน EIA เดิมใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นควรต้องจัดทำรายงานฉบับใหม่หรือมีการทบทวนรายงานฉบับเดิม

2. การดำเนินการก่อสร้างโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล บางขุนเทียน แม้เพิ่งจะได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า ให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 แต่การลงพื้นที่ไปปักเสาเข็มที่ทะเลก่อนหน้านี้

ถือว่าผิดขั้นตอนทางกฎหมายขณะเดียวกันชาวบ้าน ยังไม่ได้ลงนามให้ความยินยอมอนุญาตให้เข้าพื้นที่ เหตุใดกรมเจ้าท่า จึงอนุญาตให้สำนักการระบายน้ำดำเนินการก่อสร้าง จึงเห็นควรให้ทำการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด

3. เรื่อง กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มีผลกระทบวงกว้างหรือประชาชนอาจได้รับความเดือดร้อนจากการเสียสิทธิในการใช้ทางน้ำสาธารณะ ต้องผ่านการประชาคมหรือรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนชายฝั่งในพื้นที่ก่อน เพื่อป้องกันข้อพิพาทเรื่องการกีดขวางทางน้ำหรือการใช้ประโยชนในอนาคต

ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ยังไม่เคยรับทราบและไม่เคยเซ็นหนังสือยินยอมให้มีการก่อสร้างโครงการดังกล่าวบริเวณหน้าที่ดินของตัวเอง แต่ที่ผ่านมา สำนักการระบายน้ำ (สนน.)เคยจัดประชุมรับฟังแนวทางการพัฒนาและรูปแบบการก่อสร้างโครงการดังกล่าว 5 ครั้ง ซึ่งการเซ็นเอกสารของชาวบ้าน ยืนยันเป็นเพียงการเซ็นเพื่อเข้าร่วมประชุมเท่านั้น

4. เรื่องข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2563 โครงการนี้ใช้งบประมาณของกทม. 1,620 ล้านบาท100% ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร โดยที่ยังไม่มีหนังสือให้ความยินยอมของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2563 จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยขั้นตอนทางกฎหมาย และควรได้รับการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด

ด้านนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กรณีการจัดทำ EIA ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2561) รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ ได้รับความเห็นจาก คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะนําไปใช้

เพื่อเสนอขอรับความ เห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีหรือ ประกอบการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมายได้เป็น ระยะเวลา5ปี ซึ่ง กทม. เสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเว้นมติ ครม. เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 3 ไร่ เมื่อวันที่ 19ธ.ค.67 ก่อนครบกำหนด 5 ปี และได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าแล้วเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69

โดยพื้นที่ก่อสร้างของโครงการ ครม. มีมติมอบหมายให้กทม.ดูแลใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปลูกป่าชายเลน และส่งเสริมการท่องเที่ยว กทม.จึงดำเนินการโครงการนี้โดยได้มีการศึกษารูปแบบ วิเคราะห์ทางเลือก จัดทำแบบจำลอง ซึ่งในแต่ละขั้นตอนได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ

โดยสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ดำเนินการโครงการศึกษา ทบทวนความเหมาะสมและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน

เพื่อให้การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตามที่ได้รับความเห็นชอบรายงาน EIA เมื่อปี 2562 และได้ดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสภากรุงเทพมหานครในปี 2567

ดังนั้นกทม.จึงเดินหน้าก่อสร้างโครงดังกล่าวต่อไป เพราะโครงการนี้เป็นประโยชน์กับประชาชน สามารถแก้ปัญหาการกัดเซาะทะเลบางขุนเทียนได้ ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนได้เช่นกันด้วย

สำหรับโครงการก่อสร้างแนวคันหินถาวร มีแผนก่อสร้างคันหินวางบนฐานรากเสาเข็ม ความยาวประมาณ 20 เมตร คันหินความยาวประมาณ 5,175 เมตร ประกอบด้วย

1. คันหินยาวตัวละ 200 ม. จำนวน 19 ตัว
2. คันหินรูปตัวแอล ยาว 205 ม. 1 ตัว
3. คันหินรูปตัวแอล ยาว 170 ม. 1 ตัว
4. คันหินปิดช่องเปิด ยาวตัวละ 50 ม. จำนวน 20 ตัว และ5. ก่อสร้างศูนย์สำรวจและเฝ้าระวังชายฝั่ง จุดชมวิวและท่าเรือ จำนวน 1 แห่ง

การก่อสร้างคันหินดังกล่าว เพื่อใช้เป็นแนวสลายพลังงานของคลื่น และทำให้เกิดการตกตะกอนด้านหลังแนวคันหิน หลังสร้างคันหินแล้วเสร็จ จะดำเนินการ ปลูกป่าชายเลนครอบคลุมพื้นที่ 572 ไร่ ภายใน 2 ปี พร้อมแผนดูแล–ซ่อมเสริมต่อเนื่องอีก 5 ปี เพื่อเร่งการฟื้นตัวของระบบนิเวศ ทำให้ป่าชายเลนแผ่ขยายได้รวดเร็วขึ้น ช่วยยึดดินและลดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างยั่งยืน

สำหรับมูลค่าโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ใช้งบประมาณ 1,710,000,000 บาท ผู้ชนะการเสนอราคา (bidding) คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อป เมนต์ จำกัด (มหาชน)

ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด โดยเสนอราคาเป็นเงินทั้งสิ้น 1,620,000,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ค่าขนส่ง ค่าจดทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยต่ำกว่าเงินงบประมาณ 89,000,000 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 5.70 กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 720 วัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน