นนทบุรี เปิดตัวพยานบุคคล พนักงานรูดม่าน ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ตำรวจปากเกร็ดพาตำรวจสาว สอท. เข้าโรงแรมม่านรูด พร้อมตั้งข้อสังเกต ยืนยัน ไม่ใช่ล่อลวง แปลกใจ ไม่ร้องขอความช่วยเหลือ
30 เม.ย. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้า คดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง สอท. พร้อมแฟนหนุ่ม ซึ่งเป็นตำรวจคอมมานโด เข้าแจ้งความกับดำเนินคดีกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายธุรการคดี สภ.ปากเกร็ด
หลังก่อเหตุ พาตำรวจหญิงเข้าโรงแรมม่านรูด ย่านถนนศรีสมาน จนสุดท้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง ส่งแชทข้อความถึงแม่ เพื่อขอความช่วยเหลือ ก่อนที่แฟนหนุ่มของตำรวจหญิง จะติดต่อกับทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจธุรการคดี สภ.ปากเกร็ดได้
ทำให้ทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจธุรการรายนี้ รีบนำตัว ตำรวจหญิง ออกจากโรงแรม ก่อนมาปล่อยทิ้งไว้ที่หน้าห้างสรรพสินค้า บนถนนศรีสมานแทน ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่ โรงแรมม่านรูดที่เกิดเหตุ โดยได้สอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ น.ส.บี ( นามสมมุติ ) ผู้ดูแลโรงแรมแห่งนี้ เปิดเผยว่า ตอนแรกตนไม่รู้ว่า คืนนั้นมีเหตุลวงกันมาหรือไม่ มารู้ในตอนเช้าอีกวันว่า มีผู้ชาย ซึ่งแฟนผู้หญิง พาไปแจ้งความว่า แฟนเขาโดนลวงมาที่โรงแรม
ตนจึงขอดูใบแจ้งความ ก่อนที่จะนำภาพวงจรปิดให้เขาไป โดยฝ่ายผู้หญิง บอกว่า จำไม่ได้ว่า เหตุเกิดที่ห้องไหน แต่บอกว่า นั่งรถเบนซ์เข้ามา ตนจึงย้อนกล้องวงจรปิดจรวจสอบ จึงพบว่า มีรถเบนซ์คันเดียวมาจอดเข้าพักที่ห้อง 23
ตนจึงถามเด็กรับรถว่า ห้อง 23 มีผู้หญิงถูกลวงมา เด็กขับรถจึงบอกว่า จะใช่เหรอ เพราะเห็นฝ่ายผู้หญิง ขึ้นห้องไปก่อนผู้ชาย แถมยังพูดคุยกันหัวเราะคุยกันไป และตนยังได้พูดกับ ผู้หญิงและแฟนเขาไปด้วยว่า ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ถูกลวงมา ทำไมไม่ร้องขอความช่วยเหลือกับเด็กรับรถ ในตอนที่รถจอด
เพราะเด็กขับรถพกวิทยุสามารถ แจ้งพนักงานคนอื่นๆ มาช่วยเหลือได้ทันที เพราะที่โรงแรมมีวิธีการดูแลลูกค้า สังเกตตั้งแต่ ลูกค้าทุกคนว่า มาแบบไหน แบบนี้ลวงมา หรือผัวมาตามเมีย เมียมาตามผัว เรามีวิธีการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะกัน
แต่เหตุการณ์นี้ ผู้หญิงสามารถวิ่งออกมาได้ เพราะเด็กรับรถยังอยู่ แต่เขาไม่วิ่งออกมาร้องขอความช่วยเหลือเลย ไม่เหมือนกับถูกลวงมา ระหว่างนั้น ทางฝ่ายผู้ชาย ก็ออกมาจ่ายเงิน และสั่งถุงยาง แต่ผู้หญิง ก็ไม่ได้วิ่งออกมาร้องขอความข่วยเหลืออะไรเลย ตนเชื่อว่า พนักงานของตนพูดตามความเป็นจริง

น.ส.บี กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุมีตำรวจมาสอบปากคำพนักงานที่โรงแรมไว้หมดแล้ว ซึ่งให้การไปตามความเป็นจริงทุกอย่าง โดยวันเกิดเหตุ ทั้งคู่เข้ามาพักเวลาประมาณ 19.00 น. โดยทั้งคู่เข้ามาไม่นานก็ออกไป ตนยังไม่คิดว่า จะมากลายเป็นข่าวในวันนี้
สมมุติว่า เกิดเหตุจริงผู้หญิง ก็สามารถวิ่งหนีออกมาได้หลายช่วง หรือร้องขอความช่วยเหลือพนักงานก็สามารถเข้าไปช่วยได้อยู่แล้ว แต่นี่เขากลับไม่ได้มีอาการอะไร เด็กรับรถยังยืนยันว่า ไม่ใช่การลวง เพราะเขาสังเกตพฤติกรรมลูกค้าทุกคน ที่มาเข้าใช้บริการ เพื่อป้องกันเหตุในลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ พนักงานของโรงแรมดังกล่าว เปิดเผยพร้อมกับยืนยันว่า ในคืนดังกล่าว ทั้งฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง นั่งรถเข้ามาจอดที่โรงแรมเป็นปกติ จากนั้นฝ่ายชายก็ลงจากรถมาจ่ายเงินค่าห้องพร้อมกับสั่งของ
ซึ่งตอนที่ตนเปิดม่านให้รถเข้าไปจอด ตนก็สังเกตเรื่องของคนที่จะมาใช้บริการอยู่แล้ว เห็นว่าทั้งสองคนพูดคุยกันตามปกติ ไม่มีการทะเลาะโต้เถียงหรือใช้กำลังอะไรกัน สักพักตนก็เห็นฝ่ายหญิงเดินนำขึ้นห้องไปก่อนแล้วฝ่ายชายก็ตามไป
หลังจากนั้น ตนยังได้เอาของไปส่งที่ห้องถึง 2 ครั้ง ก็พบว่า ทุกอย่างปกติ ไม่เหมือนกับคนที่ถูกล่อลวงมา เพราะถ้าถูกล่อลวงมาจริง ครั้งแรกที่ตนไปเคาะประตูห้องเรียก ก็สามารถวิ่งมาร้องขอความช่วยเหลือหรือตั้งแต่ตอนที่เปิดประตูรถลงมาแล้ว
พนักงานรายนี้ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ในคืนนั้น เป็นปกติเหมือนคนที่เข้ามาใช้บริการทั่วไป ทั้งสองเข้ามาใช้บริการอย ประมาณ 15-20 นาที ก่อนที่จะรีบขับรถออกไปด้วยกัน
ในวันนี้ตนมานั่งดูรายการข่าวที่ฝ่ายหญิงไปออกในวันนี้ ตนยังขำฟังที่เขาให้สัมภาษณ์อยู่เลย ก่อนจะตัดสินใจปิดโทรทัศน์ไม่ดูต่อดีกว่า เพราะรับไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็เป็นตำรวจด้วย ตนแค่ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นเหตุการณ์ถูกลวงมาจริง ตนก็แปลกใจว่า ทำไมถึงไม่มีการร้องขอความช่วยเหลือเลย