ปลัด สธ. แจง ตั้งกองทุนสาธารณสุขชายแดน รับรักษาผู้ป่วยต่างด้าว พร้อมแยกบัญชีค่าใช้จ่ายให้ชัด แก้ปัญหาการเงิน ย้ำคัดกรองกลุ่มต่างด้าวที่มีกำลังจ่าย เพื่อจัดเก็บค่าบริการตามจริง

11 พฤษภาคม 2569 – ที่โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุมติดตามการดำเนินงานสาธารณสุข และการจัดบริการสุขภาพกลุ่มประชากรต่างชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก ผ่านระบบออนไลน์

โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เลิศชาย เลิศวุฒิ รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2 และคณะผู้บริหารจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในพื้นที่ จ.ตาก เข้าร่วมประชุม

นายพัฒนา กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยสถานการณ์การดำเนินงานของโรงพยาบาล (รพ.) ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก และสั่งการให้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน

โดยกระทรวงสาธารณสุข วางได้แนวทางการดำเนินงาน เน้นให้บริหารจัดการการควบคุมโรคระบาดตามแนวชายแดนให้มีประสิทธิภาพ บริหารกำลังคนให้เหมาะสมกับภาระงานและพื้นที่ โดยจะสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณ สำหรับผู้มีสิทธิรักษาพยาบาล และเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำภารกิจ รพ.ชายแดน ตลอดจนขอรับการสนับสนุนทุนจากต่างประเทศ กรณีผู้ที่ยังไม่มีสิทธิ์การรักษา

ด้าน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานสาธารณสุขและการจัดบริการสุขภาพกลุ่มประชากรต่างชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก ทั้งที่ อ.แม่สอด อ.พบพระ

และในวันนี้ที่ อ.อุ้มผาง ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดาร เส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว เดินทางลำบาก โดยใช้เวลาเดินทางไปยัง รพ.แม่สอดถึง 3 ชั่่วโมง 30 นาที พบว่า บุคลากรมีความตั้งใจและทุ่มเทในการทำงานอย่างมาก สามารถบริหารจัดการทั้งด้านสุขาภิบาลและโรคระบาดได้เป็นอย่างดี

เบื้องต้น ได้มอบหมายให้ รักษาการผู้ตรวจราชการฯ ติดตามการพัฒนาอย่างใกล้ชิดใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1. ระบบไฟฟ้าและระบบสารสนเทศ (IT) โดยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ พัฒนาระบบสารสนเทศ ให้สามารถเคลมเงินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า 2. การปฏิรูปการเงินการคลัง โดยแยกบัญชีค่าใช้จ่ายระหว่างคนไทยและต่างด้าวให้ชัดเจน รวมถึงงานส่งเสริมป้องกันโรคในระดับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจในการให้บริการคนไทย

3.การตั้งงบช่วยเหลือจากส่วนกลาง ร่วมกับเขตราชการ จำนวน 50 ล้านบาท และจัดตั้งกองทุนสาธารณสุขชายแดน เพื่อรับการช่วยเหลือจากนานาชาติต่อไป

และ 4. ร่วมมือกับฝ่ายปกครองและฝ่ายกฎหมายในการจัดระเบียบการข้ามฝั่งมารับการรักษา รวมทั้งช่วยคัดกรองกลุ่มต่างด้าวที่มีกำลังจ่าย เพื่อจัดเก็บค่าบริการตามจริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน