“จุลพันธ์” ประกาศกู้วิกฤตศรัทธา ‘ประกันสังคม’ มั่นใจยุคใหม่ ต้องโปร่งใส-งบฯไม่รั่ว ยืนยันยังไม่พบปัญหา การบริหารกองทุน-กองทุนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี พร้อมให้ประชาชนตรวจสอบ “ไม่ซุกไว้ใต้พรม” ปัญหาระบบเว็บแอพพลิเคชั่น “SSO Core” ยอมรับยังมีปัญหา อยู่ระหว่างหารือหาทางแก้ไข
11 พฤษภาคม 2569 – ที่สำนักงานใหญ่ประกันสังคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วมกันกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานประกันสังคม
โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) พร้อมด้วย น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ผู้แทนในบอร์ดประกันสังคม

นอกจากนั้น ยังมีคณะทำงานฝ่ายการเมือง อาทิ นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ น.ส.บุณยกร ดำรงรัตน์ คณะทำงานรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ฝ่ายสำนักงานประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และ บอร์ดประกันสังคม เพื่อมอบนโยบายและหารือแนวทางขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน
โดยยอมรับว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมกำลังเผชิญ “วิกฤตศรัทธา” จากปัญหาความขัดแย้งและการสื่อสารที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กรในเชิงลบ

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า จากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงการคลัง ยังไม่พบปัญหาในการบริหารกองทุน และกองทุนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ประเด็นใดที่สังคมตั้งข้อสงสัยก็ต้องนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยย้ำว่า การทำงานต่อจากนี้ต้องมี “ความโปร่งใส” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ ไม่ซุกไว้ใต้พรม
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า อีกนโยบายสำคัญคือการขยายความครอบคลุมของระบบประกันสังคม โดยเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์ม หรือ Gig Worker ซึ่งมีจำนวนมากที่อยู่นอกระบบประกันสังคม ทั้งที่แนวโน้มแรงงานกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต
โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 300,000 คน และอาจเพิ่มถึงหลักล้านในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานเตรียมเดินหน้าแก้ไขกฎหมายประกันสังคม เพื่อรองรับแรงงานรูปแบบใหม่ โดยยอมรับว่าอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะให้แรงงานแพลตฟอร์มอยู่ในมาตราเดิม หรืออาจต้องออกมาตราใหม่เฉพาะสำหรับกลุ่มนี้ เนื่องจากลักษณะการจ้างงานแตกต่างจากแรงงานทั่วไป

“ไม่ว่ายังไงก็ต้องแก้กฎหมาย อย่างน้อยถ้าจะใช้มาตราเดิมก็ต้องแก้นิยาม เพราะรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปแล้ว” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดดึงแรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบประกันสังคมให้มากขึ้น เพื่อลดปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย และให้แรงงานได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่ควรได้รับ
โดยเรื่องถัดมาจะเป็นการให้ความสำคัญกับมาตรการเชิงป้องกัน ทั้งด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยในการทำงาน และการฟื้นฟูแรงงานที่บาดเจ็บให้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่ปัจจุบันใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาทต่อปี
ขณะที่ ปัญหาของระบบเว็บแอพพลิเคชั่น “SSO Core” ที่ถูกร้องเรียนจำนวนมากนั้น ยอมรับว่า ยังมีปัญหา และอยู่ระหว่างหารือเพื่อหาทางแก้ไข รวมถึงเร่งผลักดันมาตรการ “Quick Win” ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ที่ใช้งบประมาณไม่มาก แต่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนได้ทันที

เมื่อถามย้ำว่า ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสงสัยถึงการใช้งบประมาณของกองทุน มีแนวทางแก้ไขอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระบวนการใช้จ่ายเงินทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีการรายงานต่อสภาและหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่มีอะไรเป็นความลับ และตนเองก็จะติดตามไม่ให้เกิดการรั่วไหลของงบประมาณ
เมื่อถามต่อถึงการเดินหน้าประกาศใช้สูตรคำนวณเงินบำนาญผู้ประกันตน เป็นสูตร CARE ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงให้ รมว.แรงงาน ลงนาม และส่งเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) นายจุลพันธ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป เพราะมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน จึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
โดยยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ล่าช้าเกินจำเป็น และเมื่อถึงเวลาตัดสินใจก็พร้อมรับผิดชอบในฐานะผู้ลงนามเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้จะนัดหารือร่วมกับทุกฝ่าย
เมื่อถามถึงการปฏิรูปโครงสร้างของสำนักงานฯ ว่าจะออกมาในลักษณะใด นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนต้องการให้สำนักงานมีความเป็นอิสระจากการเมือง และเพิ่มความเป็นมืออาชีพด้านการลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา
“หากประชาชนไม่เชื่อมั่น สุดท้ายแรงงานก็ไม่อยากเข้าสู่ระบบประกันสังคม ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้าง Trust and Confidence ให้กลับมา” นายจุลพันธ์ กล่าว และว่า ส่วนกรณีคำพิพากษาศาลฎีกา เกี่ยวกับการคำนวณบำนาญผู้ประกันตนมาตรา 39 เมื่อมีคำพิพากษาแล้ว สำนักงานประกันสังคม ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้