ตร. ยันคดี “หมิง เฉิน ซัน” โยง แก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ยังไม่พบเอี่ยว นักการเมืองไทย ไม่กังวลเรื่องชิงตัวผู้ต้องหา ตำรวจภูธรภาค 2 ดูแลความปลอดภัยเข้มงวดสูงสุด ลุยคัดกรองต่างชาติ 3 เดือน ตั้ง Joint Task Force เชื่อม “One Police” เข้าถึงข้อมูล-ติดตามผู้กระทำผิด มีประสิทธิภาพมากขึ้น
13 พ.ค. 69 – ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าคดีความมั่นคง กรณี นายหมิง เฉิน ซัน ชาวจีนอายุ 31 ปี ซึ่งประสบอุบัติเหตุรถคว่ำในจังหวัดชลบุรี
ก่อนตำรวจขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักหรูในเมืองพัทยา และพบอาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งระเบิด C4 ปืน M16 และระเบิดสังหารซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านพัก ว่า

ขณะนี้ คดีมีความคืบหน้าไปมาก หลังตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม เส้นทางการเงิน รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลดิจิทัล ซึ่งพบประวัติการแชตสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ และการสะสมอาวุธมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
“จากพยานหลักฐานทั้งหมด พบความเชื่อมโยงชัดเจนว่านายหมิง เฉิน ซัน มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าผู้ต้องหารับงานสังหารในประเทศกัมพูชานั้น ขณะนี้ตำรวจยังอยู่ระหว่างตรวจสอบและขยายผลในทุกมิติ ก่อนจะสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน”
ส่วนประเด็นที่มีกระแสเชื่อมโยงไปถึง นักการเมืองไทย พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบข้อมูลว่า ผู้ต้องหามีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองไทยแต่อย่างใด และยืนยันว่าจากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่า เครือข่ายดังกล่าว มีเป้าหมายก่อ วินาศกรรมในประเทศไทย หรือเตรียมนำอาวุธไปก่อเหตุทำร้ายประชาชนคนไทย
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า จากการขยายผลคดี เดิมมีผู้ต้องหาเพียง นายหมิง เฉิน ซัน และมีผู้ต้องหาเพิ่ม 5 คน รวมทั้งหมดเป็น 6 คน และคาดว่า จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกในระยะต่อไป
เมื่อถามว่า นายหมิง เฉิน ซัน มีอาการเครียดหนัก จนชักเกร็งและถูกนำตัวออกจากเรือนจำไปรักษาที่โรงพยาบาล จนมีความกังวลเรื่องการชิงตัวผู้ต้องหานั้น โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ภายใต้การดูแลของ กรมราชทัณฑ์ และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ ตำรวจภูธรภาค 2 เข้าดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสูงสุด แม้ผู้ต้องหา จะต้องเข้ารับการรักษาตามสิทธิขั้นพื้นฐานก็ตาม
“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังเตรียมนำคดีดังกล่าวมาทบทวน และยกระดับมาตรการคัดกรองชาวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าประเทศ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามตรวจสอบชาวต่างชาติ ที่พำนักอยู่ในไทยเป็นเวลานานผิดปกติ รวมถึงประสานตำรวจในพื้นที่ เข้าตรวจสอบที่พักอาศัย และพฤติกรรมในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ”
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า ภายใน 3 เดือนนี้ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จะเร่งตรวจสอบข้อมูลนักท่องเที่ยวที่อยู่ในฐานข้อมูล พร้อมบูรณาการร่วมกับ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จัดตั้งกองกำลังร่วม หรือ Joint Task Force เพื่อตรวจสอบชาวต่างชาติ ที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย โดยในระยะยาวจะมีการรวบรวมฐานข้อมูลอาชญากรเข้าสู่ระบบ “One Police” เพื่อให้ตำรวจทั่วประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลและติดตามผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่า คดีนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า นายหมิง เฉิน ซัน ไม่ได้อยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของประเทศใดเลย แม้แต่ประเทศต้นทางก็ไม่ได้ติดตามบุคคลรายนี้มาก่อน พร้อมย้ำว่า อาชญากรจำนวนมากทั่วโลก มักปกปิดตัวตน และหลายประเทศ ก็มักทราบข้อมูลหลังเกิดเหตุแล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หลังตำรวจไทยทราบข้อมูล ก็ได้เร่งขยายผลและดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยยืนยันว่า หากพยานหลักฐานสาวไปถึงบุคคลใด ไม่ว่าจะมีอิทธิพลหรือมีความสำคัญเพียงใด ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น