แก๊ง อส. ปล้นแรงงานเมียนมา เข้ามอบตัวรายที่ 3 ร่ำไห้ลั่นโรงพัก อ้างถูกเพื่อนชวนให้ออก “หาข่าว” -ไม่รู้แผนปล้น! ตร.ล่าตัวผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนีอีกอย่างน้อย 1 ราย
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 พ.ต.ท.บุญชู จันทร์เดชะ สารวัตรอำนวยการ สภ.ปะทิว นำตัว นายเฉลิมพล (สงวนนามสกุล) หรือ “เมย์” อายุ 35 ปี ชาว อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เข้ามอบตัวต่อ พ.ต.อ.ฉลาด พลนาการ ผกก.สภ.ท่าแซะ ตามหมายจับศาลจังหวัดชุมพร

ผู้ต้องหารายดังกล่าวเป็นหนึ่งในแก๊ง อส.ที่ก่อเหตุบุกปล้นบ้านแรงงานชาวเมียนมา ในพื้นที่หมู่ 17 ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยถูกแจ้งข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งปล้นทรัพย์โดยแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้อาวุธปืน ข่มขืนใจผู้อื่น กักขังหน่วงเหนี่ยว และครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
หลังถูกนำตัวเข้าห้องสืบสวน เจ้าหน้าที่ได้อ่านหมายจับให้รับทราบ ก่อนที่นายเฉลิมพลจะให้การรับสารภาพทั้งน้ำตา โดยอ้างว่า “นายกล้า” ซึ่งเป็นเพื่อน อส. ชักชวนให้ออกตรวจพื้นที่และพาไปยังบ้านแรงงานชาวเมียนมา โดยบอกว่าบ้านหลังดังกล่าวมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับรถเถื่อนและยาเสพติด

นายเฉลิมพล อ้างอีกว่า ตนเพียงพูดคุยกับหญิงแรงงานภายในบ้านเพื่อไม่ให้ตกใจ และไม่ได้ร่วมค้นทรัพย์สินหรือใช้อาวุธแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่า หลังขึ้นรถเตรียมกลับ ได้เห็นทรัพย์สินรวมถึง “ตู้เซฟ” ถูกยกขึ้นท้ายรถแล้ว จึงตกใจถามเพื่อนว่า “เฮ้ย! นี่อะไรนิ” ก่อนรถจะรีบขับออกจากพื้นที่ทันที
เจ้าตัวยังยืนยันว่า ไม่ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินใด ๆ และไม่รู้ว่าตู้เซฟถูกนำไปงัดที่ไหน พร้อมบอกว่าเป็นห่วงครอบครัว ไม่อยากเสี่ยงทำผิดกฎหมาย เพราะ “ถ้าพลาดมันไม่คุ้ม”
ทั้งนี้ ผู้ต้องหารับว่า วันเกิดเหตุเดินทางไปด้วยกันทั้งหมด 4 คน ก่อนแยกย้ายกันหลบหนีหลังลงจากรถ โดยตนไปส่งเพื่อนอีกคนที่บ้านก่อนกลับเข้าบ้านตัวเอง กระทั่งตัดสินใจเข้ามอบตัวในที่สุด

ขณะเดียวกัน ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.ชุมพร และชุดสืบสวน สภ.ท่าแซะ ยังคงเร่งติดตามผู้ร่วมก่อเหตุที่เหลืออีกอย่างน้อย 1 คน โดยมีข้อมูลว่าเป็นบุคคลมีตำแหน่งในพื้นที่ และคาดว่าจะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลอนุมัติหมายจับได้ในเร็ว ๆ นี้
สำหรับคดีนี้ ถือเป็นคดีอุกอาจที่สร้างความสะเทือนใจในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุบางส่วนเป็นบุคคลในเครื่องแบบ และเลือกลงมือกับแรงงานข้ามชาติที่ไม่กล้าแจ้งความ ทำให้สังคมจับตาว่า จะมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่ และกระบวนการเอาผิดจะขยายไปถึงใครบ้างในเครือข่ายดังกล่าว
