‘นพ.เทวัญ’ แจ้ง เร่งชง “พ.ร.บ.กัญชา” เข้า ครม. ก่อน ก.ค. ย้ำห้ามใช้สันทนาการเด็ดขาด แจงรับเรื่อง เครือข่ายภาคประชาชน ควบคุมกัญชาในไทย คาดสิ้นปีนี้ ร้านกัญชาไม่มีใบอนุญาตถูกปิดหมด
19 พฤษภาคม 2569 – ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เครือข่ายภาคประชาชนด้านสุขภาพ นำโดย มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน รวมถึงเครือข่ายเยาวชนโรคหัวใจ
เข้ายื่นหนังสือต่อ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผ่าน นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อเรียกร้องให้เร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง เข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา พร้อมยื่น 5 ข้อเสนอจากภาคประชาชน เพื่อใช้เป็นแนวทางกำหนดทิศทางการควบคุมกัญชาในประเทศไทย

นพ.เทวัญ กล่าวว่า หลังมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ทำให้ช่อดอกกัญชาไม่ถูกจัดเป็นยาเสพติด แต่สารสกัดที่มีทีเอชซี (THC) เกิน 0.2% ยังถือเป็นยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข จึงใช้กฎหมายคุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มาควบคุมในฐานะ “สมุนไพรควบคุม” และมีการปรับแก้กฎกระทรวงมาแล้ว 3 รอบ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการใช้และจำหน่ายกัญชา
นพ.เทวัญ กล่าวว่า ปัจจุบัน ผู้ใช้ช่อดอกกัญชา ต้องมีใบสั่งแพทย์ และร้านกัญชาที่จะเปิดใหม่ ต้องเป็นสถานพยาบาล ร้านขายยา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือโรงงานผลิตยาเท่านั้น
ส่งผลให้ร้านกัญชาจำนวนมาก ทยอยปิดตัว โดยจากเดิมประเทศไทยมีร้านกัญชามากกว่า 18,000 แห่ง หลังการเข้มงวดเรื่องใบอนุญาต เหลือผู้ต่ออายุเพียงประมาณ 7,000 แห่ง และคาดว่า สิ้นปีนี้จะมีร้านอีกกว่า 4,000 แห่งต้องปิด เพราะไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายใหม่
รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวอีกว่า กฎหมายปัจจุบัน ยังมีช่องโหว่ เพราะควบคุมได้เฉพาะผู้ที่เข้าสู่ระบบขออนุญาตเท่านั้น กระทรวงฯ จึงเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว
โดยร่างกฎหมายฉบับใหม่ จะกำหนดให้ ผู้ปลูก ผู้จำหน่าย และผู้ใช้กัญชา นอกวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หรือการวิจัย ต้องได้รับอนุญาต พร้อมกำหนดโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับผู้ใช้ในเชิงนันทนาการ
นพ.เทวัญ กล่าวว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ของกระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นในระบบกลางของรัฐบาล ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 21 พฤษภาคม ก่อนเข้าสู่การรับฟังรายละเอียดตัวบทกฎหมายอีก 30 วัน
และหากกระบวนการเป็นไปตามแผน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยยืนยันว่า ร่างกฎหมายของภาคประชาชนทุกฉบับ จะถูกนำไปศึกษา และใช้ประกอบการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้เกิดกฎหมาย ที่รอบคอบและสมดุลมากที่สุด
ด้าน นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด กล่าวว่า ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา หลังประเทศไทยปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด แม้จะเกิดประโยชน์ทางการแพทย์กับผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง
แต่ในอีกด้าน ก็พบผลกระทบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้ในเชิงนันทนาการ การเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ปัญหาความเดือดร้อนในชุมชน รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ถูกมองว่าเป็น “Cannabis Destination” หรือประเทศที่เสพกัญชาได้อย่างเสรี ซึ่งกระทบทั้งด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพประชาชน
นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า เครือข่ายภาคประชาชนได้เสนอ 5 ข้อเรียกร้องสำคัญต่อกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ 1. ขอให้รัฐบาลเร่งออกพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง โดยยึดหลัก “กัญชาทางการแพทย์” ให้ผู้ป่วยเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ควบคู่กับการปกป้องเด็กและเยาวชน และไม่สนับสนุนการใช้เพื่อสันทนาการ
2. ขอให้ นายกรัฐมนตรี ลงนามรับรองร่าง พ.ร.บ.กัญชา ฉบับภาคประชาชน ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้วว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน เพื่อให้เข้าสู่การพิจารณาในสภาร่วมกับร่างของรัฐบาล และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในชั้นกรรมาธิการ
3. ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งออกมาตรการควบคุมการใช้กัญชาในทางที่ผิดและการใช้เชิงนันทนาการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยุติวาทกรรม “กัญชาเสรี”
4. ขอให้ตรวจสอบและควบคุมผู้ประกอบการ ร้านจำหน่าย และการขายกัญชาออนไลน์หรือเดลิเวอรี่อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันเด็กและเยาวชนเข้าถึงกัญชา
และ 5. ขอสนับสนุนให้ภาคประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากกัญชาและพืชเสพติดในระดับพื้นที่
ด้าน น.ส.เพชรลดา ศรัทธารัตนตรัย แกนนำเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน กล่าวว่า เครือข่ายมีการติดตามและมอนิเตอร์ข่าวเกี่ยวกับกัญชาทุกวัน ทั้งด้านประโยชน์ทางการแพทย์และผลกระทบทางสังคม พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้กัญชาในทางที่ผิดยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งคดีอาชญากรรม ความรุนแรงในครอบครัว การทะเลาะวิวาท และการใช้ร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่น
โดยยกกรณีล่าสุดเหตุรถไฟชนรถเมล์ใกล้สถานีแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ซึ่งพบสารเสพติดทั้งยาบ้าและกัญชาในตัวพนักงานขับรถไฟ เป็นสัญญาณอันตรายที่กระทบต่อความปลอดภัยของสังคม
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการสูบกัญชาในชุมชนและพื้นที่สาธารณะ โดยเมื่อคนในชุมชนเข้าไปตักเตือน มักถูกตอบกลับว่า “กัญชาถูกกฎหมายแล้ว”
ขณะเดียวกัน ยังพบพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วนที่ไม่เคารพกติกาสังคม สูบกัญชาในพื้นที่ห้ามสูบ และมีเหตุทะเลาะวิวาทกับคนไทย จนกระทบภาพลักษณ์ประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยว
ตัวแทนเครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับกัญชา เนื่องจากกฎหมายยังไม่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อครหาว่าเลือกปฏิบัติ
โดย ผู้ที่ใช้กัญชาเพียงอย่างเดียว มักไม่ถูกดำเนินคดี ต่างจากผู้ที่ใช้ร่วมกับยาเสพติดชนิดอื่น จึงต้องการให้มี พระราชบัญญัติ เฉพาะที่กำหนดหลักเกณฑ์ และบทลงโทษชัดเจน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น