อยุธยา หนุ่มเมียนมา วัย21ปี ถูกเพื่อนร่วมชาติ แทงยับ9แผล เสียชีวิต คาแคมป์คนงาน อีก1คนบาดเจ็บ ตำรวจคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ทันที เร่งสอบปมขัดแย้ง
26 พฤษภาคม 2569 – พ.ต.ท.จักรพันธ์ ธูปะเตมีย์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.พระนครศรีอยุธยา รับแจ้งเหตุ ชายชาวเมียนมา ถูกอาวุธมีดแทงเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ภายในแคมป์คนงาน หมู่ 8 ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แพทย์โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ประสานเจ้าหน้าที่สมาคมอยุธยารวมใจไปให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

โดยหน้าห้องพักแคมป์คนงาน พบผู้เสียชีวิต เป็นชายชาวเมียนมา ทราบชื่อ นาย เฮ็ด มยัต ออง อายุ 21 ปี มีบาดแผลถูกแทงด้วยอาวุธมีดเข้าที่บริเวณ หน้าท้อง 1 แผล หน้าอกด้านซ้าย 2 แผล บริเวณกลาง หน้าอก 3 แผล กลางหลัง 1 แผล ทะลุปอด และที่ขาขวา อีก2 แผล รวมทั้งหมด 9 แผล
ผู้ตาย สวมเสื้อคอกลมสีดำ-ขาว กางเกงขาสั้นสีดำ เลือดไหลนองเต็มพื้น ใกล้กันพบอาวุธมีดปลายแหลม ยาว ประมาณ 5 นิ้ว ตกอยู่บริเวณใกล้ร่างผู้เสียชีวิต ใกล้กันยังพบกระติกน้ำ แก้วดื่มสุรา 2 แก้ว รอยเลือด หยด พื้น เป็น ทาง ยาว เต็มพื้นที่เกิดเหตุ

นอกจากนี้ ยังพบผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นชายชาวเมียนมาอีก 1 ราย ชื่อนายเฮ็ด เท็ต ซอ อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา มีบาดแผลที่บริเวณแขนขวา เจ้าหน้าที่ให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ เพื่อตรวจสอบและเก็บพยานหลักฐาน โดยผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นชายชาวเมียนมา ทราบชื่อ นาย จอ โม ลวิน อายุ 25 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเอาไว้ได้

จากการสอบถาม นายวัฒนพล มากบริบูรณ์ อายุ 30 ปี คนงานชาวไทย ให้ข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุและผู้เสียชีวิตเป็นคนงานก่อสร้างโครงการขุดลอกคลอง เจ้าพระยา 2 ก่อนเกิดเหตุตนกำลังนอนอยู่ภายในห้อง ได้ยินเสียงทั้งสองฝ่ายมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง แต่ไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากพูดภาษาพม่าและตนฟังไม่เข้าใจ จึงออกมาห้ามปราม ก่อนกลับเข้าไปพัก
ต่อมาได้ยินเสียงทะเลาะกันอีกครั้ง ตนและผู้ได้รับบาดเจ็บจึงออกมาดู เข้าไปห้าปรามจนถูกอาวุธมีดด้วย และพบผู้เสียชีวิตนอนแน่นิ่งอยู่กลางกองเลือด เมื่อเข้าไปตรวจสอบพบว่ามีเลือดออกบริเวณหน้าท้องจำนวนมาก และไม่มีสัญญาณชีพแล้ว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนผู้ก่อเหตุและผู้เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อสรุปสาเหตุและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป