ยศชนัน ร่วมปาฐกถาพิเศษ ประชุมสัมมนาอาจารย์ ฝมก.ปี 2569 จุดเปลี่ยนอุดมศึกษาไทยในเวทีโลก จากระบบการศึกษา สู่ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้
12 มิ.ย. ที่ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล ชั้น 1 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มก. บางเขน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องการปฏิรูปการเรียนการสอนและการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของสถาบันอุดมศึกษา
พร้อมดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธาน ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โครงการประชุมสัมมนาอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2569 เรื่อง “จุดเปลี่ยนอุดมศึกษาไทยในเวทีโลก : จากระบบการศึกษา สู่ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” ผู้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาอาจารย์ ในวันนี้ประกอบด้วย ผู้บริหาร คณาจารย์ ทุกคณะ/วิทยาเขต จํานวนทั้งสิ้น ประมาณ 1,800 คน
เพื่อถ่ายทอดนโยบายและทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัยตามแผนยุทธศาสตร์ปี 2569-2570 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนการสอนและแนวโน้มอุดมศึกษาในอนาคต รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะ จากคณาจารย์ในการพัฒนางานด้านวิชาการและการจัดการเรียนการสอน เชิดชูเกียรติอาจารย์ที่ได้รับรางวัลหรือการยอมรับจากหน่วยงานภายนอก และเพื่อสร้างความร่วมมือและความเป็นเครือข่ายทางวิชาการระหว่างวิทยาเขต
นอกจากนี้มี การอภิปราย เรื่อง “จุดเปลี่ยนอุดมศึกษาไทยในเวทีโลก : จากระบบการศึกษาสู่ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” โดย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ นายกสมาคมเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ควอท)
คุณสัมพันธ์ ศิลปนาฎ Co-Chairman World CWIE และนายกสมาคมสหกิจศึกษาไทย TACE รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คเณศ คัจฉสุวรรณมณี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า สถาบันอุดมศึกษาต้องปรับบทบาทสู่การเป็น Innovation Platform ที่บูรณาการการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมผลักดันงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการพัฒนาทักษะ AI
ภายใต้แนวคิด “AI for All” และการวิจัยเชิงพื้นที่ (Area-based Research) เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ยังได้มอบแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน 5 ด้าน ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งชาติ (Thailand Food Innovation Hub) แพลตฟอร์มเทคโนโลยีการเกษตรของประเทศ (National AgTech Platform) ศูนย์กลางนวัตกรรมด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน (Climate Tech and Nature Positive Hub)
การประยุกต์ใช้ AI เพื่อการเกษตรและความยั่งยืน (AI for Agriculture and Sustainability) และการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning University) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน เวทีเสวนา “จุดเปลี่ยนอุดมศึกษาไทยในเวทีโลก” ซึ่งดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.คเณศ คัจฉสุวรรณมณี ได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตอุดมศึกษาไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ เทคโนโลยี และตลาดแรงงาน
ด้านดร.ดำรงค์ กล่าวว่า ในโลกที่มีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดการประชุมสัมมนาอาจารย์ในปีนี้ หัวข้อ “จุดเปลี่ยนอุดมศึกษาไทยในเวทีโลก : จากระบบการศึกษา สู่ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญยิ่งและท้าทายสำหรับคณาจารย์ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานทุกส่วน
เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” ที่พร้อมบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคตให้แก่นิสิตและยกระดับคุณภาพบัณฑิตให้มีศักยภาพที่ตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง
ด้านผศ.ดร.วิรัช กล่าวว่า อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงจากประมาณ 1 ล้านคนต่อปี เหลือประมาณ 400,000 คนต่อปี ซึ่งจะส่งผลต่อจำนวนผู้เข้าสู่ระบบอุดมศึกษาในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าในอีก 17 ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยอาจเผชิญกับจำนวนนักศึกษาที่ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง ในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว
จึงเสนอให้สถาบันอุดมศึกษานำกรอบแนวคิดของ OECD มาประยุกต์ใช้ โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น “Student Agency” หรือผู้เรียนสามารถกำหนดเป้าหมายและออกแบบการเรียนรู้ของตนเองได้ พร้อมปรับบทบาทอาจารย์สู่ “Teaching Agency”
ที่เน้นการจัดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง (Experiential Learning) ควบคู่กับการปรับกรอบความคิด (Mindset) ของทั้งผู้บริหารและคณาจารย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทการศึกษาในอนาคต
ด้าน ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ Co-Chairman World CWIE นายกสมาคมสหกิจศึกษาไทย TACEได้สะท้อนมุมมองจากภาคธุรกิจว่า การจ้างงานในปัจจุบันให้ความสำคัญกับศักยภาพในการสร้างคุณค่าและผลลัพธ์ให้แก่องค์กรมากกว่าวุฒิการศึกษาหรือผลการเรียนเพียงอย่างเดียว พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยพัฒนาสู่การเป็น “Talent University” ผ่านการสร้างพื้นที่ Sandbox เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง
รวมถึงการขยายความร่วมมือด้านสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work Integrated Education : CWIE) โดยเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่โลกการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอแนวคิดการปรับรูปแบบการจัดการศึกษาจากหลักสูตรลักษณะ “Set Menu” ไปสู่ “A La Carte Menu” หรือการเรียนรู้แบบ Modular Learning ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียน สะสมหน่วยกิต และเชื่อมโยงองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ได้อย่างยืดหยุ่นตามความสนใจและเป้าหมายของตนเอง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลให้ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ในรูปแบบเดิมมีบทบาทลดลง ขณะที่แฟ้มสะสมสมรรถนะ (Skill Portfolio) จะเข้ามามีความสำคัญมากขึ้นในการสะท้อนศักยภาพของผู้เรียน
นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังจำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Provider) ไปสู่การเป็นผู้ประสานและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ (Orchestrator) ให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างไร้รอยต่อ
ทั้งนี้ ผู้ร่วมอภิปรายยังเห็นพ้องกันว่า ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะสำคัญที่สถาบันอุดมศึกษาควรเร่งพัฒนาให้แก่ผู้เรียน คือ “Human Literacy” หรือความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ ซึ่งยังคงเป็นคุณลักษณะที่มีคุณค่าและไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี
